วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มิใช่ "ตั้งวงวิวาทะ" แต่เป็นเวที "หาทางออกร่วมกัน"

เวทีเสวนา “เดินหน้าประเทศไทยเพื่อความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืน” เพื่อหาทางออกการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21

      ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แม้จะยังหาข้อสรุปไม่ได้ชัดเจน และจะตั้งกรรมการร่วมเพื่อถกแก้ความขัดแย้ง น่าจะเป็นรูปแบบการแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ประเด็นอื่นของประเทศได้

    ต้องชื่นชมทั้งฝ่ายตัวแทนภาคประชาชนและภาครัฐวันนั้น ที่แสดงจุดยืนของแต่ละฝ่ายด้วยเหตุและผล ไม่ได้กลายเป็นเวที “วิวาทะ” อย่างที่หลายฝ่ายเกรงกันตั้งแต่ต้น

    เรื่องพลังงานเป็นเรื่องใหญ่ มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศชาติ เป็นทรัพย์สมบัติของคนไทยทุกคน การวางนโยบายจึงควรจะต้องฟังให้รอบด้าน ยึดถือประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง ทุกขั้นตอนต้องมีความโปร่งใส

    การที่นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ถอยก้าวเล็ก ๆ ด้วยการเลื่อนการรับซองประมูลสัมปทานไปประมาณหนึ่งเดือน และเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายได้มาแสดงเหตุและผลกันอย่างเปิดเผย ถ่ายทอดโทรทัศน์เช่นนี้ย่อมเป็นการวางรูปแบบของการแก้ปัญหาอื่น ๆ ที่ละเอียดอ่อนและกระทบคนส่วนใหญ่ได้เช่นกัน

    เพราะเดิมเชื่อกันว่าต่างฝ่ายต่างมี “ธง” ของตัวเอง ไม่ยอมฟังเหตุผลของอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นการจัดเวทีกี่ครั้งกี่รอบก็จะหาทางออก “ร่วมกัน” ไม่ได้

    แต่เวทีพลังงานครั้งนี้สะท้อนว่า ความเชื่ออย่างนั้นไม่จริงเสมอไป ในท้ายที่สุด หากรัฐบาลฟังภาคประชาชน และหากภาคประชาชนทำการบ้านมาอย่างรอบด้าน เสนอทางออกอย่างมีเหตุมีผล รัฐบาลไม่ฟังไม่ได้ และหากผู้มีอำนาจมีผลประโยชน์ซ่อนเร้นจากนโยบาย ก็จะถูกเปิดโปงและไม่อาจจะผลักดันนโยบายที่น่าเคลือบแคลงไปได้อย่างแน่นอน

    สรุปภาพรวมของเวทีเสวนาพลังงานวันนั้น ฝ่ายตัวแทนภาครัฐย้ำว่าก๊าซในอ่าวไทยอาจจะหมดใน 7 ปี หากไม่แสวงหาแหล่งใหม่สำรองเอาไว้ อาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประเทศในอนาคต เพราะการสำรวจปิโตรเลียมต้องใช้เวลา เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเตรียมการเอาไว้เพื่อวันข้างหน้า

    ตัวแทนภาคประชาชนยืนยันว่า ไม่ได้ขัดขวางการสำรวจพลังงาน แต่ต้องการให้กำหนดเงื่อนไขให้รอบคอบ ยึดธรรมาภิบาลเป็นหลัก ขอให้แก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมเพื่อจะได้เพิ่มทางเลือกและสร้างอำนาจต่อรอง ของรัฐต่อบริษัทขุดเจาะที่จะได้สัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิตหรือ production-sharing contract (PSC) ควรจะเป็นทางเลือกนอกเหนือจากการให้สัมปทานไปอย่างเดียว

    ใครฟังทั้งสองฝ่ายด้วยใจเป็นกลางและเน้นผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ก็จะต้องขอบคุณทั้งสองฝ่ายที่ได้ทำการบ้านมาอย่างดี เป็นการถ่วงดุลกันและกันอย่างได้สัดส่วนอย่างเหมาะสม ทำให้มองเห็นทางออกควรจะเป็น เพราะหลายประเทศก็ใช้วิธีการทั้งสองแบบ ซึ่งมีข้อดีและข้อเสียที่เราควรจะเรียนรู้จากคนอื่น และประเมินจากประสบการณ์ของเราเอง

    เพื่อนำไปสู่ทางออกที่ดีที่สุดภายใต้สถานการณ์และข้อจำกัดของประเทศไทยเอง เพราะไม่มีสูตรไหนที่จะเป็น “สูตรสมบูรณ์ 100%” และการกำหนดนโยบายระดับชาติเพื่อประโยชน์ของประชาชน นั้นคือการเลือกทางออกที่มีผลดีมากกว่าผลเสียเท่านั้น ไม่มีใครสามารถจะอ้างได้ว่าข้อเสนอของตนเท่านั้นที่ถูกต้องเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

    เมื่อที่เสวนาตกลงกันได้ว่าจะตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อหาสูตรที่ “ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน” โดยฟังความเห็นของทุกฝ่าย ไม่มุ่งแต่จะเอาชนะคะคานกัน แต่เอาข้อดีของแต่ละฝ่ายมาผสมผสานเป็นทางออกสำหรับประเทศชาติ ผมก็เชื่อว่าเรากำลังเดินถูกทิศถูกทางแล้ว

    กรณีขัดแย้งอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุแห่งปัญหาคาราคาซัง เพราะต่างฝ่ายต่างยืนยันจะเอาแต่สูตรของตนเท่านั้น จึงควรจะเดินตามวิธีการเรื่อง “การเปิดสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21” ครั้งนี้เพื่อ “หาทางออกร่วมกัน” มิใช่ “ตั้งวงวิวาทะ” อย่างที่เป็นมาหลายปีดีดักแล้ว