รัฐบาลเตรียมตั้งคณะกรรมการพิจารณา การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21
โดยจะมีตัวแทนจากหลายฝ่าย ทั้งภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวคัดค้าน นักกฎหมายและนักวิชาการด้านพลังงาน โดยหวังว่ามติหรือข้อเสนอจากคณะกรรมการ จะเป็นแนวทางให้รัฐบาลตัดสินใจว่าจะเดินหน้าเปิดสัมปทานหรือต้องชะลอออกไป เพื่อแก้หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ทำให้เกิดข้อสงสัยในเรื่องการเปิดสัมปทานครั้งนี้ โดยคณะกรรมการต้องเสนอแนวทางให้กับรัฐบาลไม่เกินวันที่ 16 มี.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันเปิดให้เอกชนยื่นขอสำรวจปิโตรเลียม
การแก้ข้อขัดแย้งโดยการตั้งคณะกรรมการถือเป็นทางออกที่ดี ยิ่งมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายเข้าร่วมด้วย ก็อาจเป็นวิธีการแก้ความขัดแย้งได้ แม้ว่าคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นจะไม่มีฐานะทางกฎหมายใดๆ รองรับอำนาจหน้าที่ เป็นเพียงคำยืนยันจากนายกรัฐมนตรีว่าการตัดสินใจจะเปิดสัมปทานต่อหรือไม่นั้น ต้องรอฟังความเห็นของคณะกรรมการชุดนี้ ดังนั้นผลที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมในรอบนี้ จึงขึ้นกับมติของคณะกรรมการว่าจะสรุปออกมาอย่างไร
หากติดตามการประชุมครั้งที่ผ่านมา จะเห็นว่าทั้งสองฝ่ายโต้แย้งกันจนแทบไม่มีใครฟังเหตุผลอีกฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งยืนยันถึงความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศถือเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องเปิดให้สัมปทาน ซึ่งการสัมปทานนั้นตามเงื่อนไขนั้นถือว่ารัฐได้ประโยชน์มากที่สุด ขณะที่ฝ่ายคัดค้านโต้แย้งสมมติฐานหรือหลักเกณฑ์ต่างๆ ของภาครัฐ โดยมุ่งไปที่การแก้พระราชบัญญัติปิโตรเลียมก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงมาคุยกันว่าจะใช้หลักเกณฑ์อย่างไรในการสำรวจปิโตรเลียม
อย่างไรก็ตาม หากฟังข้อสรุปจากประชุม ก็จะเห็นว่าในหลักการเรื่องพลังงานของประเทศนั้นทุกฝ่ายเห็นด้วย เพียงแต่ขัดแย้งในเรื่องของวิธีการเท่านั้น แต่ประเด็นสำคัญจากนี้ไปคือเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จะมีการเคลื่อนไหวใดๆ ต่อหรือไม่จากภาคประชาชน เพราะประเด็นสงสัยต่างๆ นั้นมีรายละเอียดค่อนข้างมาก และบางประเด็นก็ยากจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายจนกว่าจะมีการสำรวจ ดังนั้นเราจะทำอย่างไรกับกระแสคัดค้านที่ยังมีอยู่ต่อไป แม้จะได้ข้อสรุปจากคณะกรรมการออกมาว่าต้องเปิดให้มีการสำรวจ
กรณีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการเปิดสัมปทานในครั้งนี้ ก็เช่นเดียวกับประเด็นใหญ่ในสังคมขณะนี้ที่ถกเถียงกันคือเรื่องการตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ นั่นคือ ปัญหาความไว้เนื้อเชื่อใจ หรืออาจกล่าวได้ว่าขณะนี้สังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติความน่าเชื่อถือในวงกว้างอย่างมาก กล่าวคือ คนจะตั้งข้อสงสัยในแทบทุกเรื่องและบางครั้งก็อยู่เหนือเหตุผลจะอธิบายได้ ดังนั้น หากการทำงานของคณะกรรมการประสบความสำเร็จก็อาจเป็นแบบอย่างให้กับเรื่องอื่นๆ ในสังคมไทยได้
เราเห็นว่าการตั้งคณะกรรมการในหลายต่อหลายกรณีนั้น ต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยดูว่าจะหาแนวทางอย่างไรในการแก้ปัญหา ซึ่งมติของคณะกรรมการที่ออกมาทุกครั้งมักจะเกิดความไม่พอใจเกิดขึ้นจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยในคณะกรรมการนั่นเอง แต่เราเห็นว่าสิ่งที่ขาดไปของรูปแบบการตั้งคณะกรรมการก็คือการสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้น ซึ่งหากไม่สามารถทำให้เกิดความไว้วางใจได้ ก็ไม่มีหนทางจะทำให้ความขัดแย้งยุติลงได้ ไม่ว่าเราจะตั้งกรรมการขึ้นมากี่ชุด ก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้






