ยุโรปได้ประกาศใช้เงินยูโรเป็นเงินสกุลเดียวภายใต้กลุ่มประเทศยูโรโซนตั้งแต่ปี 2541 ซึ่งเป็นอีกความภาคภูมิใจของบูรณาการในภูมิภาคยุโรป
แต่แล้ววิกฤติการเงินของยูโรโซนก็โหมกระหน่ำเศรษฐกิจยุโรปอย่างไม่มีใครตั้งตัวในปี 2552 แม้ช่วงเวลาแห่งวิกฤติจะผ่านไปได้หลายปี แต่อนาคตของเงินยูโรและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของยุโรปยังคงเป็นที่น่าวิตกกังวลอยู่ว่าจะกลับมาสดใสเหมือนเดิมได้ไหม
เริ่มปีใหม่ 2558 มานี้ เศรษฐกิจยูโรโซน (Euro Zone) ของประเทศยุโรป 19 ประเทศดูจะยุ่งวุ่นวายมากหน่อย จากหลายปัจจัยที่ค้างคาข้ามปี ทั้งเรื่องสภาวะเงินฝืด ราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงและไหนจะเรื่องความแตกต่างด้านนโยบายของสมาชิกยูโรโซนว่าจะเลือกใช้นโยบายรัดเข็มขัด (แบบเยอรมนี) หรือใช้นโยบายต่อต้านการรัดเข็มขัด (แบบกรีซ อิตาลี เป็นต้น) รวมทั้งปัญหาหนี้มหาศาลของกรีซและท่าทีของเจ้าหน้าใหญ่อย่างเยอรมนี ความขัดแข้งในยูโรโซนครั้งนี้อาจนำไปสู่การออกจากยูโรโซนของกรีซ หรือที่เรียกกันว่า “Grexit” จริงหรือ?
แต่ที่แน่ๆ สถานการณ์ผันผวนของเศรษฐกิจยูโรโซนที่ยิ่งทำให้วิกฤติยูโรโซนที่ยุโรปต้องประสบมาเป็นระยะเวลาหลายปีดูยังจะไม่ค่อยสดใสนัก แม้จะมีรัฐบาลของอียูชุดใหม่ภายใต้การนำของนาย Jean-Claude Junckerประธานคณะกรรมาธิการยุโรปที่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อปลายปี 2557 พร้อมกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจยุโรป ที่เน้นการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างงานในยุโรปเป็นหัวใจสำคัญ
ความผันผวนและวิกฤติเศรษฐกิจยูโรโซนเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งของความผันผวนของเศรษฐกิจโลกด้วย โดยเฉพาะเศรษฐกิจของยุโรปซึ่งเป็นตลาดการค้าที่สำคัญตลาดหนึ่งของไทย อาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการส่งออกระหว่างไทยกับอียู
ภาวะเงินยูโรฝืดด้วยแรงกดดันจากปัญหากรีซและราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงทำให้เงินยูโรลดค่าลงต่ำเป็นประวัติการณ์ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา และส่งผลให้เกิดภาวะเงินฝืด (deflation) ทั้งในยูโรโซน 19 ประเทศและสหภาพยุโรปทั้งหมด 28 ประเทศ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อติดลบร้อยละ -0.2 และ -0.1 ตามลำดับ
นอกจากนี้อัตราการว่างงานในยุโรปยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกทำให้ภาวะเศรษฐกิจยุโรปยังซบเซาต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2558 ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank หรือ ECB)ต้องตัดสินใจออกมาตรการ QE (quantitative easing)ซึ่งได้แก่การอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบจำนวนมหาศาลเพื่อช่วยลดภาวะเงินฝืดดังกล่าวโดยธนาคารกลางยุโรปได้ประกาศจะซื้อหลักทรัพย์และพันธบัตรที่ประมาณ 60 พันล้านยูโรต่อเดือน ในระหว่างเดือน มี.ค. 2558 ถึงเดือน ก.ย. 2559 โดยหากยังไม่สามารถนำเป้าหมายเงินเฟ้อให้ใกล้ระดับร้อยละ 2 ได้ตามที่ต้องการ ก็อาจจะมีการอัดฉีดเงินเข้าไปต่อไปอีก รวมโครงการอัดฉีดเงินครั้งนี้คิดเป็นวงเงินถึงประมาณ1.14 ล้านล้านยูโร
คงต้องคอยอยู่กันในปี 2558 นี้ว่ามาตรการ QE ของธนาคารกลางยุโรปครั้งนี้จะพาเศรษฐกิจยูโรโซนไปในทิศทางใด
แต่ปัญหาที่เรื้อรังยังแก้ไม่ได้คือปัญหาหนี้กรีซ หนึ่งในสมาชิกยูโรโซน
กรีซเป็นหนี้เจ้าหนี้ระหว่างประเทศหลายเจ้าเป็นจำนวนเงินมหาศาล คือประมาณ 323,000ล้านยูโร หรือคิดเป็นร้อยละ 175 ของมูลค่าจีดีพี มากเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น โดยร้อยละ 60 ของหนี้ทั้งหมด เป็นไปตามแผนช่วยเหลือมูลค่า 240 ล้านยูโร ของกลุ่มยูโรโซนผ่านธนาคารกลางยุโรป และร้อยละ 10 เป็นหนี้ IMF
รัฐบาลใหม่ฝ่ายซ้ายจัดของกรีซภายใต้การนำของนาย Alexis Tsipras นายกรัฐมนตรี ที่ได้รับการเลือกตั้งเมื่อ ม.ค. 2558 มีท่าทีต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัด (anti-austerity)ที่เจ้าหนี้ของกรีซได้กำหนดให้ปฏิบัติตาม โดยได้ใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นในการดึงเสียงสนับสนุนในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดจากชาวกรีซว่านโยบายรัดเข็มขัดมิใช่นโยบายที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจกรีซ และกรีซต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่จะเปลี่ยนอย่างไรคงต้องไปตกลงกับเจ้าหนี้ให้ดี
ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เรื่องการเมืองในกลุ่มยูโรโซน โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งแยกค่ายระหว่างแนวทางเลือกนโยบายการรัดเข็มขัด (หรือไม่รัดเข็มขัด) ระหว่างสมาชิกยูโรโซนเองยิ่งทำให้ภาวะผันผวนของเงินยูโรมากขึ้นและซับซ้อนขึ้น หากตกลงกันไม่ได้ในกลุ่มยูโรโซนเรื่องหนี้กรีซ แย่ที่สุดอาจทำให้กรีซต้องออกจากยูโรโซนหรือที่เรียกกันว่า Grexit เพราะกรีซไม่สามารถจ่ายหนี้มหาศาลนี้ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นเจ้าหนี้รายใหญ่อย่างเยอรมนีอาจต้องสูญเสียเงินจำนวนมากถึง 80,000 ล้านยูโร
เยอรมนีในฐานะเจ้าหนี้รายใหญ่จึงมีนโยบายชัดเจนเรื่องการรัดเข็มจัดและมีท่าทีชัดเจนว่าต้องการนำพาประเทศยูโรโซนเดินหน้าลงนามความตกลงว่าด้วยวินัยทางการคลังเพื่อหวังใช้กฎระเบียบต่างๆ ในความตกลงเป็นหลักประกันว่า ประเทศในยูโรโซนจะไม่ก่อปัญหาด้านบัญชีงบประมาณและหนี้สินอย่างที่ผ่านมาในขณะที่มีอีกหลายประเทศที่ต่อต้านนโยบายรัดเข็มขัด อาทิ อิตาลี ฝรั่งเศส และกรีซ กลับเห็นว่ามาตรการรัดเข็มขัดคืออุปสรรคสำคัญในการเร่งขยายตัวทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้และแก้ปัญหาการว่างงาน
คาดการณ์อนาคตที่สดใสขึ้นท่ามกลางภาวะเงินยูโรฝืดที่ยุโรปต้องประสบอยู่ เมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา กรรมาธิการยุโรปด้านเศรษฐกิจ (เทียบเท่ารัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของยุโรป) นาย Pierre Moscovici ได้ประกาศการคาดการณ์Winter Forecast สำหรับเศรษฐกิจยุโรปที่คาดการณ์ว่าจะสดใสขึ้น ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะเติบโตร้อยละ 1.3 ในปี 2558 และน่าจะเติบโตได้ถึงร้อยละ 1.9 ในปีหน้า 2559 ในขณะที่ปีที่ผ่านมา ปี 2557 ช่วงเศรษฐกิจถดถอย เศรษฐกิจยูโรโซนมีการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 0.8 เท่านั้น
แต่การคาดการณ์ครั้งนั้นยังเป็นที่ถกเถียงของผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายว่าจะแม่นยำสักเท่าไร และยังต้องจับตาดูมาตรการด้านเศรษฐกิจและการเงินต่อเนื่องของธนาคารกลางยุโรปที่ออกไปแล้วด้วยว่าจะมีประสิทธิภาพสักเพียงไหน และจะช่วยดึงเศรษฐกิจยูโรโซนกลับมาให้สดใสอีกได้หรือไม่ และที่สำคัญกรีซจะจัดการหนี้จำนวนมหาศาลได้อย่างไร






