วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

19 ธนาคารกลางสูญเสียการควบคุม

การสูญเสียความเชื่อมั่นในนโยบายการเงินเมื่อ 19 ธนาคารกลางไม่อยู่ในภาวะที่จะกำกับดูแล

ให้เศรษฐกิจเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง กำลังส่งผลให้เศรษฐกิจโลก ตกอยู่ในภาวะอันตรายที่ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงขาลงเพิ่มขึ้น โดยที่ในปีนี้ เศรษฐกิจโลกจะเติบโตลดลงจากระดับ 3.8% เหลือเพียง 3.5% ในการทบทวนครั้งแรกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในเดือนม.ค.ที่ผ่าน เนื่องจากปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ได้เกิดขึ้นกับประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในกลุ่มจี-7 ที่มีอัตราการเติบโตเพียง 2.3% ในปีนี้ ซึ่งแกรนท์ ธอร์นตัน บริษัทวิจัยภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจทั่วโลกระบุว่าแม้เศรษฐกิจสหรัฐจะเติบโตถึง 3.6% แคนาดาโต 2.3% อังกฤษโต 2.7% แต่กลุ่มยูโรโซนที่ยังอยู่ในภาวะอึมครึมโดยที่ฝรั่งเศสจะเติบโตเพียง 0.9% มีเงินเฟ้อที่ติดลบ ส่วนเยอรมันจะเติบโต 1.3% อิตาลีเติบโตแค่ 0.4% รวมทั้งญี่ปุ่นเติบโตแค่ 0.6%

ในขณะที่กลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่นำโดยจีนก็เริ่มมีเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงที่ 6.8% จากระดับแค่ 7.4% อินเดียขยายตัว 6.3% และอินโดนีเซียเติบโตที่ 5.5% เศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะเติบโตที่ 3.5-4% ในปีนี้ อาจจะอ่อนตัวลงเติบโตใกล้เคียงกับการส่งออกที่คาดว่าจะทำได้เพียง 1% ล้วนแต่ได้รับผลกระทบมาจากการที่เงินดอลลาร์แข็งค่ากับทุกสกุลเงินโดยเฉพาะเงินยูโรที่อ่อนค่าลง 15% ในปีที่ผ่านมา กับเงินเยนที่อ่อนค่าลงหนัก 17% ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ร่วงลง 60% จากกลางปีที่แล้วส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเกิดภาวะเงินฝืดที่ครอบคลุมในวงกว้างมากขึ้น และยังส่งผลต่อกำไรของธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหุ้น ดังกรณีของปตท.มีผลการดำเนินงานที่ขาดทุนถึง 2.66 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว เช่นเดียวกับทิศทางของธุรกิจขนาดใหญ่ของโลกอย่างบริษัท โคคา โคลา ที่พึ่งพารายได้จากธุรกิจนอกสหรัฐสูงถึง 75% มีรายได้ลดลงมากกว่า 55% ในไตรมาส4

นอกจากนี้ผลของการทำ QE (การผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ) ในส่วนของธนาคารกลางหลักของโลก กดดันให้สกุลเงินที่ไม่ใช่ดอลลาร์แข็งค่า และต้องหันมาแข่งกันลดค่าเงินเพื่อรักษาขีดแข่งขัน ส่งผลให้ธนาคารกลางไม่น้อยกว่า 19 แห่ง เริ่มสูญเสียการควบคุมดูแลเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจ เมื่อเงินเฟ้ออยู่ในภาวะติดลบ ทำให้ธนาคารกลางต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบในการประคับประคองเศรษฐกิจ ให้มีอัตราการเติบโตอยู่บ้าง แม้จะอยู่ในระดับต่ำก็ตาม เริ่มจากธนาคารกลางของอุซเบกิสถานต้องลดดอกเบี้ยลง 1% ธนาคารกลางโรมาเนียประกาศลดดอกเบี้ยลง 0.5% ดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.25% ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ลดดอกเบี้ยลงลึกถึง -0.75% ธนาคารกลางลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ 7.75%หลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มอ่อนแอที่สุดนับจากทศวรรษ 1980 ธนาคารกลางอียิปต์ลดดอกเบี้ย 0.5% ธนาคารกลางเปรูลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ 3.25% ธนาคารกลางตุรกีลดดอกเบี้ย 0.5% ธนาคารกลางแคนาดาลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ 0.75%

ธนาคารกลางยุโรปนำร่องลดดอกเบี้ยเหลือแต่ 0.05% และลดดอกเบี้ยเงินฝากเป็น -0.2% ธนาคารกลางปากีสถานลดดอกเบี้ยลง 1% สู่ 8.5% ธนาคารกลางสิงคโปร์กระตุกค่าเงินลดลง 160 pips ธนาคารกลางแอลเบเนียลดดอกเบี้ยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2% ธนาคารกลางรัสเซียขึ้นดอกเบี้ย 6.5% เป็น 17%สกัดเงินทุนไหลออก ต่อมาลดลง 3% ธนาคารออสเตรเลียลดดอกเบี้ยสู่ 2.25% ธนาคารกลางจีนไม่ผูกค่าเงินหยวนกับดอลลาร์ (depeg) แต่ผูกกับสกุลเงินอ่อนเพื่อให้เงินหยวนอ่อนค่าลง ธนาคารกลางเดนมาร์กใช้นโยบายดอกเบี้ย -0.75% ธนาคารกลางสวีเดนใช้นโยบายดอกเบี้ยติดเช่นกันที่ -0.1% ธนาคารกลางอินโดนีเซียลดดอกเบี้ยลงอย่างไม่คาดคิดหลังจากต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยสูง เพื่อขับเคี่ยวกับเงินเฟ้อสูงมานานหลายปี ท้ายที่สุดธนาคารกลางบอตสวานาลดดอกเบี้ยครั้งแรกนับจากปี 2556 ลง 1% สู่ 6.5% ในกรณีของธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ท้าทายคณะกรรมการนโยบายการเงินที่จะประชุมกันในวันที่ 11 มี.ค.นี้ จะมีทางออกหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้ามองอย่างยิ่ง