เมื่อเร็วๆ นี้ "ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส" เปิดผลสำรวจความคิดเห็นซีอีโอภูมิภาคอาเซียน มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ
โดยเฉพาะเมื่อซีอีโอใน 77 ประเทศ ต่างมั่นอกมั่นใจว่า เศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า
ที่สำคัญประเทศไทยยังเป็นตลาดที่ธุรกิจชั้นนำทั่วโลกให้ความสนใจเข้ามาลงทุนมากขึ้น ติดอันดับ 4 ของตลาดที่น่าลงทุน นอกเหนือจากกลุ่มประเทศ "BRIC" ที่ประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน หากเทียบกับปีก่อนขยับขึ้นจากอันดับ 6 โดยมีเวียดนามขึ้นมาแทนที่ ขณะที่อันดับ 1 ยังเป็นอินโดนีเซีย รองลงมา ได้แก่ เม็กซิโก โคลัมเบีย ตามลำดับ
“ปีนี้ประเทศในอาเซียนที่ติดอันดับตลาดน่าลงทุนมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม จะเห็นว่าเวียดนามตามติดเรามาโดยตลอดหากไทยไม่เร่งปรับตัว ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่างๆ รวมถึงพัฒนาทักษะแรงงาน ก็มีโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนจะไหลไปตลาดเพื่อนบ้านได้" นายศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหารและหุ้นส่วน ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส กล่าว
ขณะที่ ปัจจัยบวกจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ภาพรวมจีดีพีทั้งภูมิภาคมีแนวโน้มขยายตัว ทั้งยังเป็นตลาดเกิดใหม่ที่สังคมเมืองกำลังเติบโต กำลังซื้อจากชนชั้นกลางเพิ่ม มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาไม่หยุด ก็เป็นปัจจัยที่ทรงพลังในการขับเคลื่อนให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยิ่งมี "เสน่ห์" ต่อการลงทุน
ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส แนะให้ธุรกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อเปิดเออีซี ทุกประเทศในอาเซียนจะได้รับผลดีจากขนาดตลาดที่ใหญ่ขึ้น ด้วยประชากรในภูมิภาคที่มีรวมกันกว่า 600 ล้านคน ข้อมูลจากอาเซียนสแตทระบุด้วยว่า มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) รวมกัน 10 ประเทศ ณ สิ้นปี 2557 อยู่ที่ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์
ยังไม่นับ ปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางท่องเที่ยวในอาเซียนยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากปีที่ผ่านมาที่มีจำนวนเกือบ 100 ล้านคน โดยกว่า 50% เป็นการท่องเที่ยวในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งของภูมิภาค อีกทั้งอำนาจการต่อรองทางการค้าในเวทีโลกที่มีมากขึ้น น่าสนใจทีเดียว....
แน่นอนว่า นโยบาย "ดิจิทัล อีโคโนมี" ถูกยกเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ "ไทย" จะใช้สามารถใช้เพื่อการขับเคลื่อน หากดำเนินการสำเร็จ ก็จะยิ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคไทยที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ....
โดยส่วนตัวของผู้เขียนเอง ยังคงเฝ้ารอ และช่วยลุ้นให้สัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว ท่ามกลางความ "ไม่เข้าท่า" หลายเรื่องของนโยบายนี้ โดยเฉพาะ "กฎหมายดิจิทัล" ที่โดนคัดค้าน โดนต้านจากเวทีต่างๆ มากมาย แต่เอาล่ะ รัฐบาลก็บอกว่าอยู่ระหว่างการปรับแก้ไปแล้วในหลายๆ มาตรา ทั้งมีการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะฟากเอกชน เข้าไปร่วมหารือแล้วด้วย
ทีนี้ก็อยู่ที่ว่า "บทสรุป" ของนโยบายดิจิทัล อีโคโนมี จะออกมาหน้าตาอย่างไร แนวทางขั้นตอนวิธีการปฏิบัติจะเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนแค่ไหน ยังเป็นเรื่องที่ยังต้อง "ลุ้น" ระทึกกันต่อไป









