วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภาษีใหม่กับการเร่งการซื้อ

ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับแนวคิดการเปลี่ยนรูปแบบ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์

            จากราคาหน้าโรงงานมาเป็นจัดเก็บตามราคาขายปลีก แต่แนวคิดดังกล่าวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน เพื่ออุดช่องว่างที่มีรูโหว่ให้ผู้ประกอบการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้เมื่อ 8 ปีที่แล้วมีคำหนึ่งเกิดขึ้นในวงการคือ Net Back หรือการคำนวณแบบย้อนกลับ โดยตั้งต้นจาก 76% ของราคาขายปลีก แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการ

            เหตุผลที่ภาครัฐพยายามจะคิดภาษีจากราคาจำหน่าย เพราะเห็นว่ารถยนต์บางรุ่น แจ้งราคาทุนหรือราคาหน้าโรงงานต่ำเกินจริง ทำให้เสียภาษีน้อย และอ้างว่าค่าตลาดสูง ดังนั้นเมื่อบวกเข้าไปแล้ว ทำให้มีราคาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคสูงกว่าราคาหน้าโรงงานอย่างมาก

          แต่ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวด้านนี้อีกครั้ง เมื่อกระทรวงการคลังเตรียมเสนอร่างการปรับแก้กฎหมายสรรพสามิต เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.ภายในเดือนนี้ ร่วมกับการปรับแก้ร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และการปรับแก้ประมวลกฎหมายศุลกากร

            ซึ่งการปรับแก้ประมวลกฎหมายสรรพสามิตนั้น โดยกำหนดการประเมินภาษี ณ ราคาขายปลีก โดยเชื่อว่าเมื่อปรับแก้แล้ว จะส่งผลต่อฐานการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามกรมฯ ก็เข้าใจว่าสิ่งที่ตามมาอาจจะส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค ดังนั้นสิ่งที่จะต้องดำเนินต่อไปคือ ระดับที่เหมาะสมในการจัดเก็บ

            ยังไม่มีใครรู้ว่ารายละเอียดจะออกมาอย่างไร แต่สิ่งที่ทุกคนคิดตรงกันก็คือ คิดว่าราคาสินค้าหลายๆ อย่างจะปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงสินค้ารถยนต์

            ในส่วนของรถยนต์นั้น นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบจัดเก็บ ยังมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่รออยู่อีกสิ่งหนึ่งก็คือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีสรรพสามิต จากเดิมยึดเรื่องของขนาดเครื่องยนต์ หรือว่าแรงม้า เป็นเกณฑ์ในการคำนวณอัตราภาษี จะเปลี่ยนเป็นการใช้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นเกณฑ์แทน พูดอีกอย่างก็คือ คิดภาษีแบบมีรางวัล ใครทำดีย่อมได้รางวัล

            ประหยัดน้ำมัน ลดมลพิษ ก็เอารางวัลไปด้วยการเสียภาษีต่ำ ถ้าสิ้นเปลืองมาก ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มาก ก็ต้องถูกลงโทษ จ่ายกันหนักหน่อย

            แต่ปัญหาที่ยังเป็นที่หนักใจของค่ายรถขณะนี้ก็คือ เห็นว่ารถยนต์หลายๆ รุ่น อาจทำไม่ได้ในเกณฑ์ที่จะได้รางวัล ซึ่งจะทำให้เมื่อถึง 1 ม.ค.2559 ที่จะเริ่มใช้โครงสร้างใหม่ รถบางรุ่น ราคาจะเพิ่มสูงขึ้น

            และเมื่อรวมกับแนวคิดการจัดเก็บจากราคาขายปลีก ก็จะยิ่งส่งผลกระทบหนักขึ้น ราคาแพงยิ่งขึ้น

            ช่วงนี้จึงต้องทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด

            แต่หากใครมองโลกในแง่ดี ก็อาจจะบอกว่าจะเป็นผลดีกับตลาดรถยนต์ในปีนี้ ที่เริ่มต้นปีไม่ดีนัก ยอดขาย ม.ค.ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ทำให้ต้องลุ้นกันเหนื่อยอีกว่าจะปิดปีด้วยตัวเลขเท่าไร ต่ำกว่าเป้าหมายที่ก็ไม่ได้ตั้งกันไว้สูงหรือไม่

            ผลดีที่ว่าก็คือ หากแน่ชัดแล้วว่าราคาจะขึ้นแน่ในปีหน้า จะทำให้เกิดการเร่งการซื้อรถ ช่วยให้ตัวเลขในปีนี้ดีขึ้นได้บางส่วน

            แต่การเร่งกำลังซื้อแบบนี้ ค่ายรถจะปลื้มหรือไม่ ไม่รู้ แต่เชื่อว่าทุกวันนี้หลายคนยังแหยงกับการเร่งโตเมื่อหลายปีก่อนกับโครงการรถคันแรก ที่ผลของมันยังบานปลายอยู่ถึงทุกวันนี้

          ไม่เชื่อลองไปดูตามไฟแนนซ์ หรือว่าประมูลต่างๆ ที่ได้ข่าวว่ากำลังเคลียร์ลานรองรับรถที่จะเข้าสู่ตลาดประมูลล็อตย่อมๆ ค่อนไปทางใหญ่