การประกาศทบทวนเงื่อนไขการให้สิทธิสำรวจปิโตรเลียมในพื้นที่สามแปลงที่ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเห็นว่ามีศักยภาพที่จะพบปิโตรเลียมสูง
โดยอาจเปลี่ยนจากระบบสัมปทานมาเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) หรือระบบอื่นได้ภายในสี่ปีก่อนที่จะมีการเริ่มผลิต ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งจากฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ผมเข้าใจว่าการที่กระทรวงพลังงานตัดสินใจทบทวนประกาศดังกล่าวคงมีเจตนาหลักในการต้องการลดกระแสการคัดค้านการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ของประชาชนกลุ่มหนึ่ง และต้องการลดแรงกดดันจากหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ได้มีการลงมติด้วยคะแนนเสียง 130:79 ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการการปฏิรูปพลังงานเสียงข้างมากให้เดินหน้าการสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ 21 โดยใช้ระบบสัมปทานต่อไป หรือจากกลุ่มกดดันอื่นๆ ในสังคมที่ออกมาเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานทบทวนหรือพิจารณาระบบสัมปทานกับระบบแบ่งปันผลผลิตอีกครั้ง ว่าระบบใดจะเหมาะสมกับประเทศไทยกันแน่
อย่างไรก็ตาม การแสดงท่าทีผ่อนปรนหรือยอมรับฟังเสียงคัดค้านท้วงติงด้วยการปรับเงื่อนไขในแปลงสำรวจปิโตรเลียมสามแปลงดังกล่าวข้างต้น กลับไม่ได้ผลตามความมุ่งหมายของกระทรวงพลังงาน เพราะกลุ่มผู้คัดค้านก็ยังคงไม่พอใจและเดินหน้าคัดค้านต่อไป แถมยังคัดค้านหนักขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย เพราะมีข้ออ้างว่ากระทรวงพลังงานเองก็ยังไม่มั่นใจว่าระบบสัมปทานดีจริง จึงต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบ PSC ในแปลงที่มีศักยภาพสูงว่าจะมีปิโตรเลียม แสดงว่าระบบ PSC ต้องดีกว่าระบบสัมปทานแน่ๆ
ข้อโต้แย้งอีกประการหนึ่งคือ การให้เวลาถึงสี่ปีจะเปลี่ยนมาใช้ระบบ PSC หรือไม่เป็นการผลักภาระให้รัฐบาลหน้าและไม่มีหลักประกันว่าเมื่อถึงเวลานั้นจะได้ใช้ PSC หรือไม่ รวมทั้งการให้สิทธิในการสำรวจไปก่อนในระบบสัมปทานแล้วมาเจรจาเปลี่ยนเงื่อนไขทีหลังให้เป็นระบบ PSC จะทำให้รัฐเสียเปรียบผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิในการสำรวจไปแล้ว และไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการรายอื่นที่ไม่มีโอกาสเข้าเจรจาต่อรองในระบบ PSC ด้วย
ซึ่งเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่ผมคาด กลุ่มผู้คัดค้านได้ออกมารณรงค์คัดค้านหนักขึ้น โดยได้มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดได้มีการจัดให้มีการลงนามคัดค้านการสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ 21 โดยผู้มีชื่อเสียงในสังคม เช่น อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรี และนักวิชาการอีกหลายท่าน จนทำให้ทางคสช.และรัฐบาลต้องยอมถอยอีกก้าว โดยยอมเลื่อนเวลาวันปิดรับการแสดงความจำนงสำรวจและผลิตออกไปก่อน ในขณะเดียวกันก็จะจัดให้มีเวทีกลางขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 20 ก.พ.นี้ โดยจะเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายกระทรวงพลังงาน ฝ่ายผู้ที่ยังมีข้อห่วงใย นักวิชาการ และประชาชน รวมถึงนักลงทุน มาชี้แจงพร้อมกัน ในประเด็นที่ยังมีข้อสงสัย เพื่อเป็นการให้ข้อมูลกับรัฐบาล สนช. สปช. และประชาชนทุกภาคส่วน
การถอยอีกก้าวของรัฐบาลและคสช.ในครั้งนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่มีการรับฟังความเห็นของประชาชน และเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มาถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีกำหนดว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไรและอย่างไร คงปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้ เพราะขณะนี้ก็ล่าช้ามาเป็นเวลาถึงสองปีแล้ว
ความจริงประเด็นปัญหาที่แตกต่างกันทุกวันนี้ก็อยู่แต่เพียงแค่จะระงับการเปิดสำรวจฯไว้ก่อนชั่วคราวและไปดำเนินการแก้กฎหมายให้ใช้ระบบ PSC หรือจะเดินหน้าเปิดให้มีการสำรวจฯไป และแก้ไขกฎหมายให้ใช้ทั้งสองระบบควบคู่กันไปพร้อมๆ กันเท่านั้น
ซึ่งผมพิจารณาแล้วข้อแตกต่างดังกล่าวน่าจะอยู่ในวิสัยที่จะหาทางออกร่วมกันได้ ถ้าทั้งสองฝ่ายเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศจริงและไม่ยึดมั่นในความคิดหรืออัตตาของตนเองมากจนเกินไป
ส่วนข้อโต้แย้งอื่นๆ นั้นผมเห็นว่าเป็นรายละเอียดข้อปลีกย่อยที่สามารถจัดการได้ เพราะเวลาสี่ปีนั้นก็คือระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและกระทรวงพลังงานจะต้องไปดำเนินการแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียมและจัดตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาร่วมบริหารงานกับผู้ประกอบการในระบบ PSC
ส่วนความเสียเปรียบของรัฐบาลหรือความไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการรายอื่นนั้น ผมคิดว่าถ้ามีการประกาศเงื่อนไขล่วงหน้าให้เป็นที่รับรู้โดยทั่วกันก่อนมีการพิจารณาตัดสินแล้ว ประเด็นนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาหรอกครับ
ที่ผมเป็นห่วงนั้นไม่ใช่ว่าการเปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ 21 นี้จะใช้ระบบใด สัมปทาน หรือ PSC แต่ผมเป็นห่วงว่าเราจะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะตกลงกันได้ต่างหาก และถึงแม้ตกลงกันได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าการสำรวจฯ จะราบรื่นทำได้ทันที เพราะยังมีปัญหาเรื่องทำความเข้าใจกับชุมชนอีก
ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาทั้งสิ้น ดังนั้นยิ่งช้าเท่าไร ความเสี่ยงด้านพลังงานของเราก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้นครับ
มีผู้รู้บางท่านออกมาบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องไม่มีก๊าซใช้หรอก เพราะปตท.ไปทำสัญญาระยะยาวกับกาตาร์จะนำเข้าก๊าซ LNG 2 ล้านตันเป็นระยะเวลาถึง 10 ปี ยังไงๆ คนไทยก็ต้องใช้ก๊าซ ใช้ไฟฟ้าในราคาแพงอยู่แล้ว
ผมอยากจะบอกว่าที่ผมเป็นห่วงก็คือ 2 ล้านตันที่ปตท.ไปทำสัญญาเอาไว้ มันจะเอาไม่อยู่น่ะซิครับ ปีนี้ก็คาดว่าประเทศไทยจะต้องนำเข้า LNG ถึง 3 ล้านตันเข้าไปแล้ว ถ้าการเปิดสำรวจปิโตรเลียมต้องช้าไปอีก 2-4 ปี คิดดูแล้วกันว่าเราจะต้องนำเข้า LNG ปีละเท่าไร และค่าไฟฟ้าจะเป็นอย่างไร
ดิดแค่นี้ก็สยองขวัญแล้วครับ!!!






