จะเลือกเก่งแบบไหนดี?

จากมุมมองผม "คนเก่งทั่วๆ ไป ไม่กลัวที่จะต่อสู้เพื่อเอาชนะศัตรู-คู่แข่งขัน แต่คนที่เก่งและฉลาด จะเปลี่ยนศัตรู-คู่แข่ง ให้เป็นพันธมิตร"
คนเก่งที่ชอบเอาชนะคู่แข่ง ก็จะมีความสุขไปอีกแบบ ถึงจะแพ้บ้าง ชนะบ้าง ก็คงเป็นแรงกระตุ้นของคนเก่งประเภทนี้ ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร น่าชื่นชมในความเก่งด้วยซ้ำ
แต่คนเก่งอีกประเภท จะเก่งในการสร้างมิตร หรือเปลี่ยนศัตรู คู่แข่งให้เป็นมิตร เพราะจะได้ไม่ต้องมาเหน็ดเหนื่อยกับการฟาดฟัน แต่จะมีเวลาเหลือเฟือที่จะร่วมสร้างอนาคต และลดศัตรู คู่แข่งให้เหลือน้อยที่สุด แล้วแข่งกันอย่างสร้างสรรค์ เวลาชนะก็จะชนะใจทั้งลูกค้าและคู่แข่ง น่าสนุกกว่ามั้ยครับ?
วิธีคิดในการทำธุรกิจยุคโบราณ..จะทำธุรกิจโดยคิดและมองให้ออกว่า "คู่แข่งคือใคร?" แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาแข่งขันฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ..ทำเพื่อเอาชนะคู่แข่งให้ได้ จนลืมที่จะเอาชนะใจลูกค้า! และใช้เวลากับทรัพยากรหมดไปกับการรบกับคู่แข่งจนแทบไม่มีแรงที่จะสร้างสรรค์อะไรๆ ใหม่ๆ แบบยั่งยืน
งบประมาณทางการตลาดที่ใช้..ใช้เพื่อสร้างหรือแย่ง Market Share โดยมีตัวชี้วัดยุคเก่าว่า ใครครองส่วนแบ่งของตลาดมากที่สุดก็คืออันดับ1 (ทั้งที่ลืมหรือละเลยความเป็นจริงว่า กว่าจะได้ยอดขายอันดับหนึ่งต้องทุ่มเททั้ง ทรัพยากร ทั้งเวลา และเงินลงไปจำนวนมหาศาล เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งตลาดและยอดขายอันดับ1 แต่อาจไม่ได้กำไร หรือกำไรเพียงน้อยนิด..ที่สำคัญ ส่วนแบ่งและยอดขายอันดับ1 ไม่ใช่เรื่องที่ยั่งยืน)
ที่ไม่ยั่งยืนก็เพราะ คู่แข่งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ต่างก็มีโอกาสที่จะทุ่มตลาดเพื่อสร้างยอดขายอันดับ1 ได้เช่นเดียวกัน!
มีบ่อยครั้ง ที่คู่แข่งต่างฟาดฟันกัน จนบอบช้ำทั้งสองฝ่าย และบ่อยครั้งอีกเช่นกันที่มัวแต่ฟาดฟันกัน จนคู่แข่งหน้าใหม่ที่มาจากธุรกิจอื่นมีมุมมองที่กว้างกว่า แซงหน้ามากลายเป็นครองใจทั้งลูกค้าและได้ทั้งยอดขายอันดับ1 ไปแทน..
จากบทเรียนที่เกิดขึ้น เริ่มมีการเปลี่ยนวิธีคิดในการทำธุรกิจ จากที่เคยมองเป็น "คู่แข่งยุคเก่า" เริ่มพัฒนากลายเป็น "คู่แข่งที่พร้อมจะเป็นคู่ค้า!" ก็คือยังคงแข่งขันกันในหลายๆ ด้านแต่ขณะเดียวกันก็ร่วมกันคิดร่วมกันสร้างสิ่งใหม่ๆ เช่น ที่เคยแข่งกันแบบเอาเป็นเอาตาย ก็ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่ผลพลอยได้คือลดต้นทุนของทั้งสองฝ่ายควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์ตลาดใหม่ๆ ร่วมกัน!
เหตุผลที่ธุรกิจที่เคยเป็นคู่แข่งหันมาจับมือกันแต่ยังคงแข่งขันกันอย่างสร้างสรรค์ในลักษณะนี้จำนวนไม่น้อยและแนวโน้มจะมีมากยิ่งขึ้นเพราะสิ่งที่ได้รับก็คือ..
1.ยกระดับการแข่งขันไปสู่การเรียนรู้จุดแข็งของทั้งสองฝ่าย เพื่อต่อยอดและเติมเต็มซึ่งกันและกัน
2.การเปลี่ยนคู่แข่งที่เคยเป็นศัตรูให้เป็นคู่แข่งที่เป็นคู่ค้าในบางเวลา จะเป็นการลดภาระ ลดค่าใช้จ่าย ควบคู่ไปกับการสร้างกำแพงปกป้องตลาดไม่ให้รายอื่นเข้ามาได้ง่าย! เพราะรายใหม่จะต้องใช้ความพยายาม และงบประมาณไปจนถึงเวลาที่มากกว่าเดิมในการเข้ามาเป็นคู่แข่งรายใหม่!
3.บ่อยครั้งที่การร่วมกันพัฒนา..จะพบโอกาสใหม่ๆ ที่เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่ลำพังตนเองไม่สามารถทำได้เพียงรายเดียวเพราะเกินกำลังหรือแบกรับความสี่ยงสูงเกินไป..การที่มีคู่แข่งมาร่วมกันแบกรับทั้งโอกาส และความเสี่ยงด้วยกัน ย่อมเป็นผลดีกว่า! (เพราะมีแต่คู่แข่งเท่านั้นที่มีศักยภาพเดียวกัน รู้และมองเห็นโอกาสคล้ายกัน)
จากประโยชน์ทางยุทธศาสตร์แค่เพียง 3 อย่าง ก็ถือว่า..คุ้มที่จะเลิกมองว่าต้องเอาชนะคู่แข่งแบบเอาเป็นเอาตายเหมือนในอดีต ที่สำคัญ ยิ่งแข่งแบบยุคเก่าก็จะเริ่มรับรู้ถึงความโดดเดี่ยวและมีโอกาสที่จะถูกรุม!
นอกเหนือไปจากการเปลี่ยน คู่แข่งที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน ให้เป็นคู่ค้า เป็นพันธมิตรแล้ว เรายังสามารถหา แนวร่วมของธุรกิจอื่นๆ มาเป็นพันธมิตร มาต่อยอด เสริมประโยชน์ซึ่งกันและกันได้อย่างหลากหลายธุรกิจ แล้วแต่มุมคิดว่าใครมีไอเดีย มีแนวทางและเห็นโอกาสได้ชัดเจน
แล้วธุรกิจของท่านล่ะครับ ยังคงแข่งขันแบบยุคเก่าหรือแข่งขันแบบยุคใหม่? ถ้าท่านยังแข่งแบบยุคเก่า..ท่านจะพบว่าโอกาสมีน้อยลงทุกๆ วัน แต่ถ้าท่านสามารถ "เปลี่ยนศัตรู" ให้เป็น "คู่ค้า" ได้ ท่านจะรบโดยใช้เงิน ใช้แรง ใช้เวลาน้อยลง..แต่ได้โอกาสมากยิ่งขึ้น!
สรุป..โลกยุคใหม่ ไม่มีคู่แข่งที่แท้จริง และสร้างพันธมิตร ดีกว่าคิดว่าทุกคนคือศัตรูครับ!







