คัมภีร์ส่อง (ชะตา) โลก

การทำนายอนาคตให้ถูกต้อง ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานวิธีคิดที่ว่า “ตัวเองควบคุมได้ทุกสิ่ง”
“วิธีทำนายอนาคตให้ถูกต้อง คือ สร้างมันขึ้นมา”
นี่คือประโยคที่คนฉลาดพูดกัน คำพูดเท่ ๆ เยี่ยงนี้ถูกใจหลายคน แต่ในความเป็นจริงถ้าคิดกันอย่างลึกซึ้ง เราสามารถสร้าง “อนาคต” ได้ทุกอย่างตามใจปรารถนาหรือ ?
จะสร้างอนาคตให้เกิดขึ้น ต้องมีพลังอำนาจที่มากพอ แต่มนุษย์มีพลังอำนาจเช่นนั้นหรือ ?
หรืออำนาจเงินบันดาลได้ทุกอย่าง ? ถ้าเช่นนั้น ทำไมธนาคารกลางสหรัฐที่พิมพ์เงินได้ไม่จำกัดและอัดฉีดเงินแล้วกว่า 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ เหรียญ จึงไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจฟื้น
ตัวอย่างแข็งแกร่งแท้จริง (ถ้ามั่นใจว่า เศรษฐกิจกลับฟื้นตัวเป็นปกติแล้ว ลองถอนเงิน (ที่อัดฉีด) ออกจากระบบสิ กล้าหรือเปล่า ?)
หรืออำนาจปืนจะกำหนดอนาคตได้ ? ถ้าเช่นนั้น ทำไมกองทัพสหรัฐที่มีอาวุธทันสมัยและทรัพยากรล้นเหลือ จึงรบแพ้ในสงครามเวียดนาม ?
การทำนายอนาคตให้ถูกต้อง ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานวิธีคิดที่ว่า “ตัวเองควบคุมได้ทุกสิ่ง”
อันที่จริง วิธีทำนายอนาคตที่ถูกต้อง กลับตั้งอยู่บนหลักคิดที่ว่า “มนุษย์ไม่อาจควบคุมอะไรได้สักสิ่ง” มนุษย์เป็นเพียงเศษธุลีในธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ไพศาล
นับแต่โบราณ มนุษย์พยายามทำความเข้าใจโลกเพื่อให้ชีวิตอยู่รอดและดำรงเผ่าพันธุ์ มนุษย์เริ่มจากสิ่งใกล้ตัว จนในที่สุด ก็จบลงที่ดวงดาวบนท้องฟ้าเมื่อแหงนมองดาวที่อยู่สูง มนุษย์ตระหนักถึงความต่ำต้อยของตน ความอ่อนน้อมถ่อมตัวจึงบังเกิด
ดวงดาวถือเป็น “ผู้มีอำนาจสูงสุด” หรือ “ทวยเทพ” ปรากฏการณ์ดวงดาวเป็นเสมือน “โองการ” หรือ “บัญชา” ที่บอกถึงความเป็นไปในโลกและอนาคตของหมู่มนุษย์โหราศาสตร์เกิดขึ้นในลักษณะนี้เอง
อารยธรรมมนุษย์เกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์อย่างมาก หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ว่าเมื่อ 25,000 ปีก่อน ได้มีการบันทึกวงรอบดวงจันทร์ (Lunar Cycle) อันนำไปสู่การสร้างปฏิทินจันทรคติ เมื่อ 12,000 ปีก่อน เกิดการปฏิวัติเกษตรกรรม (Agricultural Revolution) มนุษย์หยุดล่าสัตว์และเริ่มตั้งหลักปักฐาน - ทำการเกษตรซึ่งต้องอาศัยความรู้เรื่องฤดูกาล ช่วงนี้เองที่เริ่มมีการคิดค้น “จักรราศี (Zodiac)” และสร้างปฏิทินสุริยคติขึ้น
โหราศาสตร์ค่อยๆ พัฒนาตามกาลเวลา จนเกิดเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนช่วง 3,000 ปีก่อนค.ศ.ในดินแดนเมโสโปเตเมีย มีการถ่ายทอดและต่อยอดองค์ความรู้ระหว่างอาณาจักรทั้งหลายอย่างต่อเนื่อง (ผ่านสงครามและการยึดครอง) เช่น อัคคาเดียน อัสซิเรียน ซูเมเรียน บาบิโลเนียน อียิปต์ เปอร์เซีย ฯลฯ โหราศาสตร์รุ่งเรืองที่สุดในยุค Hellenistic ของกรีกหลังจากที่อเล็กซานเดอร์มหาราชพิชิตเปอร์เซีย-อียิปต์และสิ้นพระชนม์เมื่อ 323 ปีก่อนค.ศ.
แต่เดิมนั้น บทบาทหน้าที่ของโหราศาสตร์คือการทำนายความเป็นไปของบ้านเมือง-อาณาจักร ต่อมา พัฒนาไปทำนายดวงชะตาบุคคล จนเกิดเป็น 2 กระแสหลัก คือ (1) โหราศาสตร์ชะตาเมือง - ชะตาโลก (Mundane Astrology) (2) โหราศาสตร์ชะตาบุคคล (Personal Astrology)
คำว่า Mundane มาจากรากศัพท์ลาติน Mundus ที่แปลว่า “โลก (World)” Mundane Astrology จึงเป็นโหราศาสตร์ที่ส่อง (ความเป็นไปของ) โลก ครอบคลุมทุกเรื่องตั้งแต่สภาพอากาศ ผลผลิตการเกษตร การเมือง-การปกครอง กษัตริย์-ราชวงศ์ เศรษฐกิจการค้า การศึกสงคราม พายุ น้ำท่วม ภัยธรรมชาติ ฯลฯ ในปัจจุบัน เน้นหนักที่เศรษฐกิจ-การเมือง จึงมักเรียกอีกชื่อว่า “โหราศาสตร์เศรษฐกิจการเมือง”
ถ้าเทียบกันแล้ว โหราศาสตร์ชะตาเมืองเปลี่ยนแปลงไปจากยุคต้นเยอะมาก ต่างจากโหราศาสตร์ชะตาบุคคลที่ค่อนข้างสมบูรณ์มาแต่เดิม จึงพัฒนาไปอีกไม่มาก ในโหราศาสตร์ชะตาเมืองแบบเดิม ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างดวงดาว (Planet) กลุ่มดาวประจำราศี (Constellation) และดาวฤกษ์ (Fixed Star) เป็นหลัก ต่างจากยุคหลังที่เน้นคราส (Eclipse) ดาวยกเข้าราศี (Ingression) และวัฏจักรดาว (Planetary Cycle)
อย่างไรก็ตาม โหราศาสตร์ทั้ง 2 สายนี้สำคัญเท่ากัน มนุษย์ถ้าสามารถเข้าใจตัวเอง รู้จักจุดอ่อนจุดแข็ง ย่อมเป็นเรื่องที่ดี ยิ่งถ้าเข้าใจความเป็นไปของโลกภายนอกด้วย ยิ่งเพิ่มพูนโอกาสแห่งความสุขความสำเร็จในชีวิต การศึกษาโหราศาสตร์ให้แตกฉานทั้ง 2 สาย จึงเป็นภารกิจสำคัญของโหราจารย์
ในยุคที่อารยธรรมกรีกรุ่งเรืองที่สุด คลาวดิอุส พโตเลมี (Claudius Ptolemy (ค.ศ. 90 - 168)) คือโหราจารย์ที่ได้รับการยกย่องที่สุด พโตเลมีไม่เพียงแตกฉานโหราศาสตร์ เขายังเป็นนักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักภูมิศาสตร์ และกวีอีกด้วย พโตเลมีแต่งคัมภีร์ไว้หลายเล่ม ที่โดดเด่นมากคือ Mathematical Treatise (หรือ Almagest ในภาษาอาหรับ) ซึ่งว่าด้วยการคำนวณทางดาราศาสตร์
แต่มรดกทางปัญญาของพโตเลมีที่โลกยกย่องที่สุดคือ Tetrabiblos (คัมภีร์ 4 เล่ม) ซึ่งกลายเป็นคัมภีร์โหราศาสตร์ที่ถูกอ้างอิง / ถ่ายทอดจนถึงปัจจุบัน พโตเลมีได้รวบรวมและชำระข้อมูล-องค์ความรู้ยุคก่อนหน้า แล้วเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ โดยจัดวางปรัชญาโหราศาสตร์ให้สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ (Natural Science) ของอริสโตเติ้ล (Aristotle)
Tetrabiblos แบ่งเป็น 4 เล่ม เล่มที่ 1 อธิบายปรัชญาและกฎเกณฑ์ของโหราศาสตร์ เล่มที่ 2 พูดถึงโหราศาสตร์ชะตาเมือง เล่ม 3 - 4 พูดถึงโหราศาสตร์ชะตาบุคคลTetrabiblosนี้เองคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้เราทราบว่า โหราจารย์ที่เก่งที่สุดในอดีตกาลนั้น มีวิธีคิดอย่างไร
เมื่อโรมันล่มสลายและยุโรปเข้าสู่ยุคมืด (Dark Age) อาณาจักรอิสลามกลับเจริญรุ่งเรืององค์ความรู้ทั้งหลายถูกเคลื่อนย้าย-รวบรวมไว้ที่แบกแดด ในยุคนั้น มีสุดยอดโหราจารย์ชื่อ อาบู มัซซาร์ (Abu Ma’shar (ค.ศ. 787 - 886)) ท่านแต่งคัมภีร์ไว้หลายเล่มแต่ 2 เล่มที่โดดเด่นที่สุด คือ (1) On the Great Conjunctions อันเป็นโหราศาสตร์ชะตาเมือง (2) On Revolutions of Nativitiesอันเป็นโหราศาสตร์ชะตาบุคคล คัมภีร์ทั้ง 2 ยังถูกแปลเป็นลาตินและใช้เป็นคัมภีร์อ้างอิงเพื่อฟื้นฟูโหราศาสตร์ของยุโรปยุคกลางอีกที
เช่นเดียวกับยุคที่อารยธรรมอินเดียรุ่งเรืองที่สุด สุดยอดโหราจารย์วราหะ มิหิรา (VarahaMihira (ค.ศ. 505 - 587)) ในรัชสมัยพระเจ้าวิกรมาทิตย์แห่งอาณาจักรคุปตะ ได้แต่งคัมภีร์สำคัญไว้ 2 เล่มคือ (1) พฤหัสชาตะกะ (BrihatJataka) ที่ทำนายดวงชะตาบุคคล (2) พฤหัสสังหิตา (BrihatSamhita) ที่ทำนายชะตาเมือง ทั้ง 2 คัมภีร์ถือเป็น “ต้นกำเนิด” ของโหราศาสตร์ตะวันออก เช่น อินเดีย พม่า ลังกา ไทย ฯลฯ
ในโหราศาสตร์ไทย ก็แบ่งเป็น 2 สายเช่นกัน คัมภีร์สำคัญที่ใช้ทำนายชะตาบุคคลได้แก่ “จักรทีปนี” และ “ลิลิตทักษาพยากรณ์” ส่วนการทำนายชะตาเมืองก็ใช้คัมภีร์ “อรรถสาลินี” และ “เผด็จรามเหียร” ทั้งหมดถือเป็นต้นแบบการทำนายของโหรไทยจนถึงปัจจุบัน
คัมภีร์ส่อง (ชะตา) โลกจึงมีมากว่า 2,000 ปีแล้ว โหราศาสตร์ทำนายชะตาเมืองควรถือกำเนิดก่อนหน้าขึ้นไปอีก (อย่างน้อย) 1,000 ปี หลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่า โหราศาสตร์เป็นศาสตร์เดียวที่ถือเป็น “มรดกทางปัญญา” ของมวลมนุษยชาติได้อย่างแท้จริง
จะมีศาสตร์ใดอีกหรือ ที่ถูกสืบทอดพัฒนาจากอัจฉริยบุคคลทุกยุคทุกสมัยจากทุกอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลก ยิ่งไปกว่า...โหราศาสตร์







