วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

FDI จะผลักดันเศรษฐกิจได้หรือไม่?

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมาคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ได้จัดการสัมมนา Thailand Economic Focus (TEF)

ในหัวข้อ การลงทุนในเศรษฐกิจไทย 2558 ความน่าจะเป็นบนความผันแปรโดยในการสัมมนาได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ FDI ที่ยังคงเป็นปัจจัยผลักดันเศรษฐกิจไทยที่สำคัญในปี 2558 นี้ และอธิบายถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงของ FDI ในระยะกลางและยาว พร้อมทั้ง ฝากการบ้านไปยังทีมเศรษฐกิจในรัฐบาลประยุทธ์ในปัญหาที่ท้าทายของไทยในการดึงดูด FDI เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในอนาคต ดังนี้


ทิศทางของ FDI ในประเทศไทยปี 2558 ยังคงเติบโตตามการขยายตัวของ FDI โลกที่ยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอัตราการเจริญเติบโตของ FDI ที่เข้ามาในประเทศกลุ่มอาเซียนในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 22% ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศผู้รับ FDI หลักใน ASEAN ตามหลังเพียงสิงคโปร์และอินโดนีเซียที่สำคัญนักลงทุนญี่ปุ่นยังคงเลือกลงทุนในไทยเพื่อลดความเสี่ยงในการพึ่งพาฐานการผลิตในจีนเพียงแห่งเดียว ตามนโยบาย “China Plus One”


นักลงทุนต่างชาติยังคงมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทยดังจะเห็นได้จากเม็ดเงิน FDI ไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะชะลอตัวอยู่บ้างในช่วงต้นปี 2557 ที่ไทยมีปัญหาด้านการเมืองแต่ความมีเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น ความเชื่อมั่นในการลงทุนภาครัฐ และการที่นักลงทุนรีบเข้ามาขอรับสิทธิประโยชน์ในช่วงปลายปี 2557 ก่อนที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI จะมีการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ (พ.ศ. 2558-2564) ที่จะเริ่มขึ้นต้นปี 2558 ทำให้ FDI ในปี 2557 ไม่ได้ลดลงมากอย่างที่หลายคนคิดแต่กลับมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เนื่องจากการที่ประเทศไทยยังเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกที่สำคัญ และยังคงสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดของสินค้าส่งออกและ อันดับทางการค้าของสินค้าที่ผลิตจากประเทศไทยในตลาดโลก


จากการคาดการณ์ในระยะสั้น คือ ในปี 2558 นี้ FDI ที่เข้ามาในประเทศไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องอันเป็นผลจากการเพิ่มการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปลายปี 2557 และการขยายตัวของ FDI ในอาเซียน แต่ในระยะกลางและยาวประเทศไทยอาจประสบปัญหาขาดแคลนปัจจัยทุนและมีผลิตภาพรวมในการผลิตที่ต่ำ สังเกตได้จากอัตราการเติบโตของ FDI ที่เข้ามาในประเทศไทยลดลงหลังจากช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำเฉลี่ยไม่เกิน 4-5% ซึ่งด้วยอัตราการเติบโตระดับนี้อาจไม่พอต่อการทำให้ไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลางก่อนเข้าสู่สังคมสูงวัยดังนั้น ประเทศไทยต้องการตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Growth Engine) ตัวใหม่ เช่น ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่ทันสมัย (Modern Service) จะสามารถเป็นตัวผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตในอนาคตได้


สำหรับตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวแรก คือ FDI ในภาคการผลิตในอุตสาหกรรมที่ทันสมัย หรือ อุตสาหกรรมเดิมที่กำลังอยู่ระหว่างการยกระดับเทคโนโลยีเพื่อขยับตำแหน่งในห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศให้สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทยกำลังขยับตำแหน่งในห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศโดยต้องเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้นในกระบวนการออกแบบและพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ หรือ ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ (HHD) เริ่มผลิต Hybrid Hard Drive ก่อนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ Solid State Drive (SSD) หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นที่ต้องการระบบสมองกลฝังตัว อย่างเช่น หม้อหุงข้าวที่ตั้งโปรแกรมหุงข้าวได้หลากหลาย ดังนั้น ภาครัฐควรเตรียมสิ่งสาธารณูปโภคเชิงคุณภาพที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมที่ทันสมัย เช่น ศูนย์ทดสอบมาตรฐานสินค้าส่งเสริมการทำวิจัยและพัฒนา (R&D) และนำเอาระบบแรงจูงใจในการเพิ่มผลิตภาพมาใช้และควรผลักดันการยกระดับเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบและจริงจัง


ขณะที่ ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวที่สอง คือ FDI ในภาคการบริการปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกมุ่งไปสู่เศรษฐกิจฐานบริการ (Service Economy) มากขึ้น แต่ภาคบริการในประเทศไทยมีสัดส่วนใน GDP ไม่สูงขึ้นเหมือนอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการออกจากกับดักรายได้ปานกลางทั้งนี้ FDI ในภาคบริการของไทยยังน้อยกว่าสิงคโปร์และมาเลเซียมาก และ FDI ที่เข้ามาในไทยยังคงอยู่ในภาคบริการที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น โรงแรมและการท่องเที่ยว แต่ภาคบริการที่ทันสมัย อย่างเช่น การรับจ้างออกแบบ software หรือ Business Process Outsourcing ฯลฯยังมีการขอสิทธิประโยชน์น้อยมาก ดังนั้น รัฐควรเปิดเสรีภาคบริการให้มากขึ้น ปรับปรุงแก้ไขอุปสรรคในการลงทุนในภาคบริการ เช่น กฎระเบียบต่างๆ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับภาคบริการที่เพียงพอ


นอกจากนี้ รัฐบาลควรทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์จาก FDI จากประเทศในอาเซียน และ FDI จากจีนที่เริ่มมีบทบาทในไทยมากขึ้นโดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสินค้าที่ผลิตและทิศทางการค้าระหว่างประเทศในอนาคตรวมทั้งควรทำความเข้าใจทิศทาง FDI จากนักลงทุนญี่ปุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงกล่าวคือ มีนักลงทุนที่เป็น SMEs เพิ่มขึ้นและ FDI เข้ามาลงทุนในภาคบริการมากขึ้น เช่น ในธุรกิจค้าปลีก การศึกษา และ ธนาคาร


เงินลงทุนโดยตรงของไทยไปยังในกลุ่มประเทศ CLMV และอินโดนีเซียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะไปอยู่ในภาคการทำเหมืองแร่และเหมืองหินและภาคบริการแต่ Outward FDI ยังน้อยเกินไปโดยน้อยกว่ามาเลเซียเกือบหนึ่งเท่า Outward FDI นี้ทำให้เราสามารถเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ ตลาด และ รักษาฐานการผลิตในประเทศไทยไว้ได้ภายใต้ภาวะต้นทุนค่าจ้างแรงงานของไทยที่สูงขึ้น ดังนั้น รัฐควรส่งเสริม Outward FDI อย่างเป็นระบบ ควรมีบุคลากรและงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาคอย่างแท้จริง


รัฐบาลนายกประยุทธ์มีความตั้งใจที่จะสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างสิ่งสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ระบบรถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ ฯลฯ ซึ่งจะสามารถสนับสนุนการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและส่งเสริม FDI ในประเทศไทยได้ถ้ามีการกำหนดเงื่อนไข เช่น กำหนดสัดส่วนการใช้ ชิ้นส่วน อุปกรณ์ ต่างๆ ที่สามารถผลิตได้ในประเทศไทยได้ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอาณัติสัญญาณ ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้ากำลังที่ใช้ในระบบราง เป็นต้น ซึ่งในอนาคต โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ต้องมีการบำรุงรักษาก็จะทำให้ฐานการผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ในไทยสามารถผลิตและจำหน่ายในภูมิภาคอาเซียนได้


ที่สำคัญ บีโอไอมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 ที่ผ่านมา โดยเน้นที่การพัฒนาที่ยั่งยืนให้ประเทศไทยสามารถออกจากกับดักรายได้ปานกลางได้โดยเน้นส่งเสริมให้ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับประเทศ เช่น การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาคน ส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ชายแดนและเขตเศรษฐกิจพิเศษ ฯลฯ โดยคาดว่าในระยะสั้น FDI อาจปรับลดลงบ้างแต่น่าจะส่งผลดีต่อโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ใหม่นี้จะสำเร็จได้จำเป็นที่จะได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชนและสถาบันการศึกษา ต้องมีการสร้างกฎกติกา โครงสร้างทางสถาบันใหม่ที่สร้างแรงจูงใจ ระบบติดตามและมาตรการที่ดี