ข้อเสนอแก้กฎหมายให้คดีจบเร็วขึ้น เสริมความเชื่อมั่น

มีภาษิตกฎหมายหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรม” (Justice delayed is justice denied.)
เป็นที่ทราบกันว่ากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยโดยปกติอาจใช้เวลานานมาก หากไม่ใช่คดีที่มีความเร่งด่วนที่เกิดจากแรงผลักดันพิเศษ ไม่ว่าจะด้วยลักษณะของคดีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาโดยเร็ว เช่น คดีผู้บริโภค หรือด้วยสาเหตุอื่น คดีหนึ่งๆ อาจใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีจึงจะเสร็จสิ้น เมื่อคดีเสร็จสิ้นแล้วกว่าที่ผู้ชนะคดีจะไปบังคับคดีให้ได้รับการเยียวยาตามที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดก็ยากลำบาก ทั้งฝ่ายที่เป็นโจทก์และเป็นจำเลยจึงอยู่ในฐานะที่เหมือนถูกปฏิเสธไม่ให้ได้รับการชดเชยเยียวยาที่ตนควรจะได้รับอย่างเหมาะสมและทันกาล เจ้าหนี้หรือผู้ที่ได้รับความเสียหายจำนวนไม่น้อยจึงมักจะเกิดความลังเลที่จะฟ้องคดีต่อศาล เพราะเหตุที่ว่า ฟ้องไปผลที่ได้ก็อาจไม่คุ้มกับสิ่งที่ต้องเสีย ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่าย เวลา และความเครียด
สาเหตุหนึ่งของความล่าช้าดังกล่าว เกิดจากการที่กฎหมายไทยกำหนดให้เป็น “สิทธิ” ของคู่ความในคดีที่จะอุทธรณ์-ฎีกาต่อศาลชั้นสูงขึ้นไปได้ ตราบใดที่จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในคดีเป็นไปตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น จึงเกิดเป็นแนวปฏิบัติที่ว่าเมื่อแพ้คดีแล้ว ก็ต้องอุทธรณ์ไว้ก่อนเพื่อรักษาสิทธิ ทำให้คดีคั่งค้างอยู่ในศาลเป็นจำนวนมากและนำมาสู่ความล่าช้าของคำพิพากษา
ปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดแนวคิดที่จะแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเพื่อให้กระบวนยุติธรรมเป็นไปโดยรวดเร็วขึ้น โดยขณะนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... ซึ่งจะแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายส่วนอุทธรณ์และฎีกาเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... ซึ่งผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายเดือนมกราคม 2558 ที่ผ่านมา ระบุเหตุผลและความจำเป็นในการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังนี้
“เนื่องจากบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในส่วนการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ในปัจจุบันให้สิทธิคู่ความยื่นฎีกาได้ทั้งปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริงทั้งที่ปัญหาดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาและตรวจสอบโดยศาลอุทธรณ์มาแล้ว ทำให้คดีซึ่งไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัยขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การพิจารณาพิพากษาคดีโดยรวมของศาลฎีกาเกิดความล่าช้า ประกอบกับเงื่อนไขหรือข้อห้ามในการฎีกาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่สามารถกลั่นกรองคดีที่ไม่เป็นสาระอันควรวินิจฉัยของศาลฎีกาได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงอาจเป็นช่องทางให้เกิดการประวิงคดีและทำให้คู่ความที่สุจริตได้รับความเสียหาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความศรัทธาที่มีต่อระบบศาลยุติธรรม”
จึงมีการเสนอให้แก้ไขระบบการฎีกาจาก “ระบบสิทธิ” เป็น “ระบบอนุญาต” ที่กำหนดให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาอนุญาตการฎีกาปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริงโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยกำหนดให้มีองค์คณะผู้พิพากษาที่ประธานศาลฎีกาแต่งตั้ง ทำหน้าที่พิจารณาคำร้องขอฎีกา และกำหนดให้ศาลฎีกาพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาได้ เฉพาะในกรณีที่เห็นว่าปัญหาตามฎีกานั้น เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย (เช่น ปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่ขัดกันหรือขัดกับแนวบรรทัดศาลของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกา หรือได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อน หรือเพื่อเป็นการพัฒนาการตีความกฎหมาย) ทั้งนี้ ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีอำนาจกำหนดข้อกำหนดเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฎีกา เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและสอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้
สำหรับหน้าตาของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... มาตราที่น่าสนใจมีดังนี้
“มาตรา 244/1 ภายใต้บังคับมาตรา 247 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด”
“ให้ยกเลิกความในมาตรา 247 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง... และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน”
“มาตรา 247 การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา”
ร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ใช้กับคดีที่ฟ้องกันนับแต่วันที่กฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับ กรณีที่มีการยื่นฟ้องไว้ก่อนที่กฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่กฎหมายนี้ใช้บังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิของคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีไว้ก่อนวันที่กฎหมายนี้ใช้บังคับแล้ว
เมื่อกฎหมายนี้มีผลใช้บังคับแล้วก็เชื่อได้ว่าน่าจะเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนในระบบศาลไทยมากขึ้นซึ่งก็ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะผ่านการพิจารณาของ สนช. และออกมาในรูปแบบใด




