วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมของไทย

ผมได้รับเอกสารเผยแพร่เล่มเล็กๆ จาก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สวทน.จึงขอนำบางส่วนมาเล่าให้ฟัง

สวทน. เป็นหน่วยงานภาครัฐที่ริเริ่มในการจัดทำดัชนีชี้วัด ด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของชาติ (ดัชนี วทน.) ซึ่งจะใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการวัดระดับความก้าวหน้าและขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยเพื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ

โดยศักยภาพด้าน วทน. ของไทย จะวัดได้จากดัชนีสำคัญ 8 ด้าน ได้แก่ (1) ความสามารถในการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (2) งบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (3) การวิจัยและพัฒนา (4) บุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (5) ดุลการชำระเงินทางเทคโนโลยี (6) สิทธิบัตร (7) ผลงานตีพิมพ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ (8) ศักยภาพทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)
ข้อมูลต่อไปนี้ เป็นข้อมูลสำหรับปีล่าสุด คือปี 2556

ความสามารถในการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม วัดได้จากการจัดอันดับขององค์กรระดับโลกต่างๆ 3 องค์กร คือ สถาบันพัฒนาการจัดการนานาชาติ หรือที่มักเรียกกันสั้นๆ ว่า IMD (International Institute of Management Development) องค์กร เวทีเศรษฐกิจโลก หรือ WEF (World Economic Forum) ที่ได้ยินชื่อกันบ่อยๆ และ องค์กรร่วมระหว่าง มหาวิทยาลัยคอร์เนล แห่งสหรัฐอเมริกา (Cornell University) สถาบันบริหารธุรกิจแห่งยุโรป (Institut Européen d'Administration des Affaires หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า European Institution of Business Administration) ที่เรียกกันย่อๆ ว่า INSEAD และองค์การทรัพยสินทางปัญญาโลก หรือ WIPO (World Intellectual Property Organization)

ดัชนี IMD จัดอันดับประเทศต่างๆ 60 ประเทศ ระบุว่า ในปี 2556 ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันโดยรวมเป็นอันดับที่ 27 ดีขึ้นจากเดิมที่อยู่ในอันดับที่ 30

ในขณะที่ จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียมีอันดับสูงขึ้น โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ สูงขึ้นถึง 5 อันดับ ส่วนไต้หวันลดลง 4 อันดับ อยู่ที่อันดับ 11 และสิงคโปร์ ลดจากอันดับ 4 มาอยู่ที่อันดับ 5 โดยเกาหลีใต้อยู่ที่เดิมที่อันดับ 22
ดัชนีวัดความสามารถในการแข่งขันของ WEF เรียกว่า ดัชนี GCI (Global Competitiveness Index) จัดอันดับ 148 ประเทศ ให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 37 ขึ้นมาจาก 38 ในปี 2555 โดยมีปัจจัยพื้นฐาน ด้านโครงสร้างพื้นฐาน สุขภาพ การศึกษา ฯลฯ ลดลงจากอันดับ 45 เป็น 49 ปัจจัยยกระดับประสิทธิภาพ ดีขึ้นจากอันดับ 47 เป็น 40 ปัจจัยความพร้อมด้านเทคโนโลยี ดีขึ้นมาก จากอันดับ 84 เป็น 78 ปัจจัยด้านนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจ ดีขึ้นจากอันดับ 55 เป็น 52 สัดส่วนการใช้อินเตอร์เน็ตของประชากร อยู่ในอันดับ 97 (มีผู้ใช้ 26.5% เทียบกับ ไอซ์แลนด์ ที่มีผู้ใช้ 96% เป็นอันดับ 1) และ ขีดความสามารถด้านนวัตกรรม อยู่ในอันดับที่ 81 (ได้ 3.36 คะแนน เทียบกับ สวิตเซอร์แลนด์ 5.84 คะแนน เป็นอันดับ 1)

ส่วน ดัชนี GII (Global Innovation Index - ดัชนีนวัตกรรมโลก) ของ Cornell / INSEAN / WIPO จัดอันดับ 142 ประเทศ ให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 57 เท่าเดิมกับในปี 2555 โดย ดัชนีประสิทธิภาพของการพัฒนานวัตกรรม ดีขึ้นจากอันดับ 61 มาอยู่ที่ 76 ดัชนีทรัพยากรด้านนวัตกรรม ดีขึ้นจากอันดับ 59 เป็น 57 และดัชนีผลผลิตด้านนวัตกรรม ลดลงจากอันดับที่ 56 เป็น 61

จะเห็นได้จากอันดับต่างๆ ของไทย แสดงว่า เรายังต้องมีการพัฒนาเพิ่มศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศเพิ่มขึ้น ด้วยความร่วมมือกันทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน

ในด้านงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม พบว่า งบประมาณภาครัฐทั้งหมด ถูกจัดสรรเป็นงบประมาณด้าน วทน. ประมาณ 3% โดย 95% เป็นงบประมาณด้านบุคลากรและงบดำเนินงาน

งบประมาณ วทน. ถูกนำไปใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) 23% ใช้จ่ายด้านการศึกษาและฝึกอบรม 53% ใช้จ่ายด้านการใช้บริการที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม 22% และใช้จ่ายด้านนวัตกรรมเพียง 2% เท่านั้น

การลงทุนเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของไทยมีประมาณ 0.37% ต่อ GDP เทียบกับ สิงคโปร์ 2.2% เกาหลีใต้ 3.7% อิสราเอล 4.4% ส่วน สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น อยู่ประมาณ 3%

สัดส่วนของค่าใช้จ่าย R&D ของภาครัฐต่อภาคเอกชน อยู่ที่ 49 ต่อ 51% ในขณะที่ประเทศอื่นๆ จะมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายของเอกชนสูงกว่าของรัฐ เช่น ญี่ปุ่น R&D ภาคเอกชนเป็น 77% จีน 76% เกาหลีใต้ 75% และสิงคโปร์ 62% เป็นต้น

ในปี 2556 ประเทศไทยมีจำนวนนักศึกษาใหม่สายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำนวน 283,185 คน คิดเป็น 36.4% ของนักศึกษาใหม่ทั้งหมด มีผู้สำเร็จการศึกษาในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 265,352 คน คิดเป็น 46.51% โดยในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เป็นสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 60.7% ปริญญาตรี 34.6% ปริญญาโท 3.6% และปริญญาเอก 0.45%

แสดงว่า ผู้จบการศึกษาสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับที่สูงขึ้น จะมีสัดส่วนน้อยลง

กำลังแรงงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในปี 2555 มีจำนวน 3.5 ล้านคน เป็นผู้จบด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2.1 ล้านคน หรือ ประมาณ 60% ส่วนผู้จบสายวิทย์ฯ แต่ทำงานด้านอื่นๆ มีประมาณ 1.3 ล้านคน และว่างงาน 45,033 คน

ประเทศไทย เป็นประเทศที่ขาดดุลการชำระเงินทางเทคโนโลยี คือมีรายจ่ายด้านเทคโนโลยี มากกว่ารายรับจากเทคโนโลยีมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2549 โดยในปี 2555 มียอดขาดดุลชำระเงินทางเทคโนโลยีประมาณ 177,600 ล้านบาท โดยขาดดุลแก่ ญี่ปุ่นมากที่สุด รองลงมาคือ สหรัฐ และอังกฤษ และสาขาที่ขาดดุลมากที่สุดคือ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ การขายส่งขายปลีก งานสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม และ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตามลำดับ

สรุปโดยรวมแล้ว จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยของเรายังต้องพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมอีกมาก เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศผ่านกลไกและกิจกรรมด้าน วทน. ต่างๆ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณ การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีให้เป็นของตนเอง และการสร้างบุคลากรที่มีความสามารถมารองรับ

ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของ วทน. ของประเทศ