พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล
รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ
และอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรฯ ออกมายืนยันตรงกัน ราคายางกระเตื้องขึ้นแน่นอน
พล.อ.ประวิตรไปไกล บอกว่า ราคาจะไปถึง 80 บาทต่อกิโลกรัมแน่นอน ภายในระยะเวลาอันสั้น
ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร บอกว่า ปัญหาเรื่องราคายางพารา รัฐบาลไม่สามารถดึงขึ้นมาอยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัมได้ แต่อย่างน้อยก็สามารถดึงให้ราคายางขึ้นมาสูงกว่าต้นทุนการผลิต อีกทั้งรัฐบาลเองก็มีมาตรการช่วยเหลือด้วยการจ่ายตรงให้ชาวสวนยางไร่ละ 1 พันบาท หรือตกประมาณกิโลกรัมละ 4.5 บาท
“ผมเองก็อยากดันให้ถึง 80 บาท แต่ไม่รู้จะทำในรูปไหน ในเมื่อตลาดโลกได้แค่นี้ เราก็ช่วยเต็มที่แล้ว เอาเงินจ่ายตรงด้วยแล้ว คนในรัฐบาลเองบางคนฝันลมๆ แล้งๆ แล้วพูดไป พอพูดไปก็ผูกมัดตัวเองกลายเป็นปัญหาขึ้นมา เราต้องพูดตามข้อเท็จจริง เผชิญกับข้อเท็จจริง แล้วอธิบายให้คนเข้าใจ"
ฟังดูขัดแย้งกันอยู่ในทีระหว่าง 2 รองนายกฯ คำว่าทำได้แค่นี้ของม.ร.ว.ปรีดิยาธร หมายถึงราคาจะอยู่ที่ 63 บาทต่อกก.สำหรับยางแผ่นรมควันชั้น 3
จะ 80 บาทหรือ 63 บาท ต่อกิโลกรัม ถ้ามีเหตุผลอธิบายกันชัดเจนและถึงมือเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแท้จริง ก็น่าจะฟังกันได้ หรือแม้กระทั่ง 55-58 บาทต่อกิโลกรัม ก็ยังกัดฟันถูไถ ถ้าเงินถึงมือพวกเขาอย่างแท้จริง
รัฐบาลนี้จัดสรรแทรกเงินแซงยางพาราผ่านกองทุนมูลภัณฑ์กันชน เบิกจ่ายไปแล้ว 6,000 ล้านบาท มีเป้าหมายทำให้ระดับราคายางในประเทศทั้งระบบปรับตัวสูงขึ้น
ผลจากการรับซื้อทำให้ราคายางแผ่นดิบรมควันในตลาดกลางปรับตัวสูงขึ้น ปัจจุบันอยู่ที่กิโลกรัมละ 63 บาท
แต่ราคายางในตลาดท้องถิ่นส่วนใหญ่จะซื้อขายน้ำยางดิบ และยางก้อนถ้วย ผ่านกลุ่มยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ที่เข้าไปรับซื้อถึงแหล่งผลิต ยังมีการกดราคารับซื้อจากเกษตรกร เฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาท
ทางกองทุนมูลภัณฑ์กันชน ได้ปรับใหม่ หันไปประกาศรับซื้อน้ำยางดิบในราคากิโลกรัมละ 42 บาท โดยจะขอใช้จากวงเงินที่เหลือค้างเบิกจ่ายอยู่ 4,000 ล้านบาท และนำน้ำยางที่ได้ขายให้กับผู้ส่งออกเพื่อแปรรูปเป็นยางแผ่นดิบรมควัน แล้วนำกลับมาขายให้กองทุนมูลภัณฑ์กันชนอีกครั้ง
ตั้งความหวังว่าวิธีการนี้จะทำให้ราคาน้ำยางดิบปรับตัวสูงขึ้น ตั้งเป้าไปที่กิโลกรัมละ 49-51 บาท ราคาน้ำยางต้องกระเตื้องตามนี้ใน 15 วัน
และยังตั้งศูนย์รวบรวมยางดิบเพื่อรับมือเปิดกรีดเดือนเม.ย.นี้ ขอเงินครม.อีก 400 ล้านรวบรวมน้ำยางในพื้นที่ส่งขายให้สหกรณ์
ฟังดูดี ราคาดี ชาวสวนยางได้เงินประทังชีวิตจากนโยบายรัฐ
แต่ความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ สิ่งที่พล.อ.ประวิตร ม.ร.ว.ปรีดิยาธร และอำนวย ไม่รู้ คือ มีเหลือบที่คอยหากินกับโครงการแทรกแซงยางพาราของรัฐบาล มีการกว้านซื้อโดยกดราคาเกษตรกรเหลือเพียง 47-48 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับยางแผ่น ก่อนไปขายเข้าตลาดกลาง ส่งให้มูลภัณฑ์กันชน 63 บาทต่อกิโลกรัม
มีรถบรรทุกยางเข้าไปในตลาดกลางเที่ยวแล้ว เที่ยวเล่า มีการจดบันทึกเลขทะเบียนรถเอาไว้ ถ้าพวกเดียวกันผ่านสะดวก ขึ้นชั่งเข้าโรงเก็บได้เลย ถ้าไม่ใช่พวกรอไปก่อน ตรวจสอบแล้วไม่ได้มาตรฐานบ้าง แน่นอนส่วนต่างที่ซื้อจากเกษตรกรกับขายให้หลวงก็แบ่งปันกัน ละม้ายคล้ายเหมือนกับโครงการจำนำข้าว
คนระดับรองนายกฯ ระดับรัฐมนตรี ต้องไล่ดูให้ตลอด อย่าให้กลุ่มที่คอยจ้องหาผลประโยชน์จากคราบเหงื่อ คราบน้ำตาเกษตรกร คอยหลอกลวงปั้นตัวเลขเอาได้ง่ายๆ อย่าดูเฉพาะราคาตลาดกลาง อย่าดูเฉพาะราคาซื้อของมูลภัณฑ์กันชน
ต้องดูราคาขายเกษตรกร ต้องขจัดเหลือบที่หากินบนหลังชาวสวนยาง







