สาเหตุที่ขึ้นหัวเรื่องแบบนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะต่อว่า คสช.หรือดิสเครดิตรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนทำให้พวกท่านหมดกำลังใจ
ทำงานเพื่อบ้านเมือง (ตามที่ท่านบ่นอยู่บ่อยๆ) แค่อยากเตือนว่าสถานการณ์การเมืองกำลังเข้าสู่โหมด "ชุลมุนวุ่นวาย" กันอีกรอบ และคงไม่ยุติง่ายๆ
จะว่าไปผมเองก็เหมือนกับคนไทยทั่วๆ ไป คือแม้ไม่ได้สนับสนุนการรัฐประหาร แต่ก็ให้กำลังใจ คสช. เพราะ "การเมือง" และ "บ้านเมือง" ช่วงก่อนที่ คสช.จะเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง มันเละตุ้มเป๊ะเสียจริงๆ พรรคการเมืองมุ่งแต่เอาชนะคะคาน ไม่มีใครยอมถอย ไม่มีใครยอมเสียสละ ฝ่ายหนึ่งก็กอดเก้าอี้ อีกฝ่ายก็อ้างมวลชน
ช่วง 3-6 เดือนแรกที่ คสช.เข้ามา บ้านเมืองอยู่ในภาวะนิ่งสงบ แน่นอนว่าฝ่ายที่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ตามที่เคลื่อนไหวเรียกร้องมานานหลายเดือนคือ กปปส. เพราะสามารถล้มรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้สำเร็จ และสถาปนากระบวนการปฏิรูปประเทศขึ้นมา (แม้จะไม่ตรงกับแนวทางที่ตนเองประกาศมาระหว่างต่อสู้ก็ตาม)
ขณะที่อีกฝ่าย คือ ฝ่ายที่สนับสนุนคุณทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย แม้ดูเผินๆ จะได้ประโยชน์น้อยกว่า แต่ก็เหมือนมีการพูดคุยเจรจากันในระดับบน และมีข้อตกลงร่วมกันบางอย่าง ทำให้มีปฏิกิริยาต่อต้านน้อยมาก โดยเฉพาะการใช้มวลชนและความรุนแรงจากม็อบจัดตั้งกับกองกำลังติดอาวุธ (ที่ต้องใช้เงินจากท่อน้ำเลี้ยง) ต้องบอกว่าหายไปเลย บางส่วนถูกจับ บางส่วนถูกกวาดล้าง แต่ก็ทำไปได้ไม่สุด จับกุมดำเนินคดีแค่ระดับปฏิบัติการ (ทำให้หลายคนเชื่อว่ามีการต่อรองกันจริง)
จากนั้นทั้ง 2 ฝ่ายก็เฝ้าดูการทำงานของ คสช. รัฐบาล รวมทั้งองค์กร "แม่น้ำ 5 สาย" ว่าจะนำพาประเทศไปในทิศทางใด สถานการณ์ภาพรวมจึงค่อนข้างนิ่งสงบดังที่บอก
น่าเสียดายที่ คสช.ไม่ได้ใช้โอกาสที่ตนเองมีทั้งอำนาจตามกฎหมาย (ที่สถาปนาขึ้นมาจากการยึดอำนาจ) และบารมีทางการเมือง (ในฐานะผู้เข้ามาแก้วิกฤติ) สร้างกระบวนการปรองดองแบบถูกต้องตามทฤษฎีขึ้น แล้วดึงทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่การบังคับให้จับมือ หรือเรียกผู้เห็นต่างเข้าพูดคุยปรับทัศนคติ (ซึ่งเป็นผู้เห็นต่างด้านเดียว ฝ่ายเดียวอีกต่างหาก)
ความขัดแย้งของบ้านเรานั้นไม่ได้ฝังรากลึก ไม่ใช่เรื่องคิดต่างทางศาสนาหรืออุดมการณ์ความเชื่อ แต่เป็นเรื่องความคิดเห็นแตกต่างทางการเมือง ฉะนั้นหาก "กรรมการ" มีความเป็นกลางจริง โอกาสที่จะสร้างความเข้าใจ ปรองดอง และคืนความสุขได้จริงๆ ย่อมมีโอกาสไม่น้อย การเปิดเวทีเพื่ออนาคตของประเทศในระดับตำบลหมู่บ้านตามหลักทฤษฎีที่ถูกต้อง ไม่ใช่เวทีชี้หน้าด่ากัน ก็มีหลายองค์กรเสนอตัวทำให้
แต่เมื่อไม่ทำ ถึงวันนี้อาการก็เริ่มออก โดยเฉพาะเมื่อเชื้อไฟถูกจุดขึ้นมา ดังเช่นกรณีถอดถอนคุณยิ่งลักษณ์ ที่มีความลักลั่นและคำถามเรื่องความไม่เป็นธรรมหลายอย่าง ห้วงเวลา "คืนความสุข" จึงต้องถือว่าจบลงแล้ว
การสั่งสมความรู้สึกแค้นเคือง คสช.และรัฐบาลมีมาอย่างต่อเนื่อง และถึงจุดแตกหัก จนถึงวันนี้คนที่ไม่เอา คสช.ไม่ได้มีแค่กลุ่มสนับสนุนคุณทักษิณ แต่มีอยู่ทั่วไปหมด ฉะนั้นแม้ว่าคุณทักษิณจะเกี้ยเซี้ยกับ คสช.จริง ก็ไม่ใช่ว่าสถานการณ์จะสงบราบคาบ เพราะมี "เซลล์" ของความไม่พอใจกระจายไปทั่ว (นึกตัวอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือฟิลิปปินส์ก็ได้ ที่ยังมีความรุนแรงทั้งๆ ที่เริ่มเปิดฉากพูดคุยเจรจากันแล้ว)
จะว่าไปสภาพที่เกิดขึ้นก็คล้ายๆ "โฮมโกรว์น" หรือ "โลนวูล์ฟ" ที่เป็นทฤษฎีก่อการร้ายยุคใหม่ของปัจเจกชนแบบไร้สังกัดอยู่เหมือนกัน แม้สถานการณ์บ้านเราจะรุนแรงน้อยกว่า แต่การจัดการไม่ให้เกิดเหตุร้ายต้องบอกว่ายากมาก
ความไม่พอใจที่สั่งสมทำให้คนทำอะไรที่เหนือความคาดหมายได้ อย่างกรณี ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ โชเฟอร์แท็กซี่ที่ขับรถพุ่งชนรถถังเมื่อการรัฐประหารปี 49 หรือมือระเบิดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิช่วงที่ กปปส.ไปตั้งเวทีอยู่ ซึ่งวันนี้ยังจับกุมตัวไม่ได้ แต่จากการตรวจสอบประวัติและหลักฐานต่างๆ รวมทั้งกล้องวงจรปิด พบว่ามือระเบิดรายนี้ทำงานคนเดียว
ฉะนั้นเมื่อ คสช.เลือกเส้นทางนี้ คือปฏิรูปข้างเดียว ยกร่างรัฐธรรมนูญกันข้างเดียว แถมคนในข้างเดียวกันนั้นก็ยังทะเลาะกันเอง ขณะที่ฝ่ายที่ไม่ได้ร่วมวงก็รอให้กระบวนการนี้ล่มสลายเพื่อให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง รอวันประกาศชัยชนะกันอีกรอบ
เส้นทาง "คืนความสุข" ตามที่เปิดเพลงกรอกหูกันมานาน 7-8 เดือนจึงเป็นจริงได้ยาก และสัจธรรมที่ว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว, ประชาธิปไตยไม่ได้มาจากการเสกคาถาหรือเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ให้ไฉไลกว่าเก่าเท่านั้น... ก็ยังคงเป็นสัจธรรมต่อไป






