คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีความคืบหน้าในการยกร่างรัฐธรรมนูญไปตามกรอบเวลา
ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นอีกราว 2 เดือนข้างหน้า คนไทยก็จะได้เห็นโฉมร่างรัฐธรรมนูญการปกครองฉบับใหม่ แม้ว่าจะเป็นเพียงร่างกฎหมาย เพราะยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน แต่เท่าที่ติดตามในมาตรการที่ยกร่างเสร็จไปแล้วก็สามารถจับประเด็นหลักหรือการเปลี่ยนแปลงที่ต่างไปจากรัฐธรรมนูญเดิม โดยเฉพาะตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เป็นต้นไป และจะทำให้เห็นเค้าโครงของการเมืองใหม่ชัดเจนยิ่งขึ้น
หากย้อนกลับไปในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่บางคนมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งของไทย และเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจกับประชาชนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการจัดตั้งองค์กรอิสระมากมาย เพื่อกระจายอำนาจและถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายต่างๆ ในสังคมไทย โดยเฉพาะระบบราชการ ซึ่งองค์กรอิสระต่างๆ นี้ ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ถ่วงดุลฝ่ายข้าราชการประจำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายการเมืองด้วย นั่นหมายความว่าประชาชนมีช่องทางการใช้อำนาจและสิทธิของตัวเองมากขึ้น
แต่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังทำกันอยู่นี้ มีประเด็นน่าสนใจอย่างมากในประเด็นการจัดสรรการใช้อำนาจใหม่ โดยเฉพาะบทบาทขององค์กรอิสระ ซึ่งที่ได้ยกร่างไปแล้ว คือ จะมีการยุบสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การยุบรวมสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)กับผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือแม้แต่การลดบทบาทในการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) โดยเหตุผลหลักของคณะกรรมาธิการยกร่างคือ ใช้หลักประสิทธิภาพและความซ้ำซ้อนในบทบาทหน้าที่เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา
แต่หากมองไปนอกเหนือจากเรื่องประสิทธิภาพการทำงานและความซ้ำซ้อน ซึ่งก็ไม่ใช่หน่วยงานเหล่านี้เท่านั้นที่มีปัญหา แม้แต่หน่วยราชการก็มีปัญหาเช่นเดียวกันในเรื่องของความซ้ำซ้อนและประสิทธิภาพ รวมทั้งการใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า ซึ่งหากมีการปฏิรูประบบราชการตามที่คนในรัฐบาลประกาศไว้ตั้งแต่แรก สิ่งที่คนไทยจำนวนไม่น้อยต้องการเห็นคือการปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เราก็หวังว่ารัฐบาลหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)จะมีประเด็นเรื่องปฏิรูประบบราชการเช่นเดียวกัน
ที่สำคัญและเป็นประเด็นที่จับตามองกันอย่างมาก คือ อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะเข้าสู่หมวดสำคัญว่าด้วยระบบการเมืองของประเทศ ซึ่งจะหมายถึงกฏกติกาต่างๆ ที่จะออกมาใช้เพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่ของนักการเมือง หรือตัวแทนของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย หากมีบทบัญญัติออกมาควบคุมนักการเมืองในแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องการทุจริตไปจนถึงเรื่องการบริหาร เราเชื่อว่าจะเกิดความตึงเครียดอย่างมากของระบบการเมืองเอง เพราะเท่ากับว่าการปฏิรูปการเมืองในครั้งนี้นักการเมืองจะได้รับผลกระทบอย่างมาก
เราเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้ ไม่ว่าเราจะเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง หรือ รัฐธรรมนูญแบบไทยๆ จุดสำคัญคือจุดสมดุลแห่งอำนาจ หากร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมา ให้อำนาจกับฝ่ายหนึ่ง อาทิ กับส่วนราชการมากเกินไป ในอนาคตก็จะเกิดปัญหาได้ง่ายเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต แต่หากให้อำนาจกับนักการเมืองมากเกินไป ก็จะซ้ำรอยเดิมจนนำไปสู่วิกฤติการเมือง ดังนั้น ความสมดุลแห่งอำนาจเท่านั้นจึงจะทำให้การเมืองในอนาคตมีเสถียรภาพอย่างที่ควรจะเป็น เราหวังว่ากรรมาธิการฯมีความระมัดระวังในเรื่องนี้อยู่แล้ว






