วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ออกกฎหมายดิจิทัล ต้องฟังเสียงประชาชน

ความหวั่นกลัวของประชาชนต่อชุดกฎหมายดิจิทัล ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อ 6 มกราคม 2558

ไม่ใช่เรื่องตื่นกลัว หรือจินตนาการหวาดหวั่นไปเอง เพราะร่างกฎหมายที่หลุดสู่สายตาประชาชนมีข้อเคลือบแคลงที่น่าสงสัย ตื่นกลัว ซึ่งล่าสุด ทีมงานร่างกฎหมาย และนายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่เป็นผู้รับผิดชอบต่อการขับเคลื่อนร่างกฎหมายดังกล่าว ต่างออกมายืนยันว่า ร่างที่เห็นเดิม ไม่ได้เหมือนกับที่ได้เห็นๆ กันไป กว่าจะนำเข้าพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยังต้องผ่านการปรับแก้ต่อไป รวมถึงนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี หนึ่งในมือกฎหมายชั้นนำของประเทศที่ได้รับทราบกระแสการต่อต้านร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ ได้ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีโอกาสที่จะได้รับการแก้ไขในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะได้เห็นแล้วว่า มีโอกาสที่จะทำให้นำกฎหมายนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือรุกล้ำสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลได้

แม้คำปลอบใจ วาจาต่างๆ ที่ระบุจากผู้มีส่วนร่วมร่างกฎหมายดังกล่าวว่า ยังจะต้องปรับแก้กันอีกหลายขั้นตอน และรูปร่างหน้าตา เนื้อหาที่จะออกมาจะไม่เหมือนที่เคยๆ เห็นกัน หากภาคประชาชน กลุ่มบุคคลต่างๆ คงไม่อาจยุติข้อเรียกร้อง ชี้แนะสิ่งผิดปกติที่เห็นจากร่างกฎหมายเดิมได้ ตราบใดที่ยังไม่ได้เห็นร่างกฎหมายฉบับปรับปรุง เพราะหากปล่อยให้กฎหมายผ่านไป เนื้อหาที่ออกมาอาจไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อภาคประชาชน และภาคเอกชน ทั้งต่อการดำเนินชีวิตปกติ และการทำธุรกิจ ตราบใดที่แนวคิดของผู้ออกกฎหมายต้องการควบคุมประชาชน ปิดกั้นเสรีภาพการแสดงออกอย่างเข้มงวดเกินพอดี ก็จะกลายเป็นพันธนาการผูกมัดยาวนานที่แก้ไขได้อยาก แม้ปัจจุบันจะอยู่ภายใต้การบริหารประเทศของบุคคลที่ประชาชนเชื่อใจ แต่กฎหมายนั้นมีผลยาวนานกว่านั้น และช่องทางแก้ไข ผ่อนคลายก็ยากยิ่งกว่าการผูกปม สร้างระบบที่ปิดกั้น แต่เปิดทางให้เกิดการละเมิดสิทธิ

ดังนั้น กระแสการต่อต้านกฎหมายดิจิทัลคงยังเกิดต่อเนื่องไป จนกว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าภาคประชาชนแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายไม่รวมตัวเรียกร้อง ปล่อยให้ผ่านเลย เชื่อในถ้อยคำของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการร่างและแก้ไขกฎหมาย ทอดเวลาให้กฎหมายผ่านออกมาโดยหน้าตาเกือบไม่ต่างจากเดิมที่ได้เห็น อาจมีปรับเปลี่ยนบ้างบางถ้อยคำที่ไม่ใช่สาระสำคัญในความเห็นของภาคประชาชน เมื่อถึงเวลานั้นคงสายเกินกว่าจะกลับมาแก้ไขหรือเรียกร้องใดๆ การอยู่ในห้วงเวลาแห่งความรักสามัคคี ปราศจากข้อโต้แย้ง เพื่อเห็นแก่ความสงบสุขของบ้านเมือง แต่ใช่ว่าจะต้องปิดปาก ปิดความคิดเห็นที่จะมีผลผูกพันยาวนาน

จากนี้ไปการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เอกชน กลุ่ม เหล่าต่างๆ ที่คณะผู้จัดทำกฎหมายดำริจะจัดขึ้น ควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เปิดเวทีขึ้นแล้วมีผู้แสดงความคิดเห็นก็ควรนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการปรับปรุงกฎหมายให้อยู่บนหลักการที่ถูกต้องตามหลักสากล และเป็นกฎหมายที่เอื้อต่อการดำรงอยู่อย่างผาสุกของประชาชน เอื้อต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเอื้อต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลที่รัฐบาลเคยใฝ่ฝันจะนำมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ อย่าปล่อยโอกาสดีๆ เช่นนี้ให้หลุดลอยไป แต่มาสร้างความหวั่นระแวงหวาดกลัวจากประชาชนต่อรัฐ ทั้งยังเป็นการสร้างกฎเกณฑ์สกัดกั้นการเข้ามาลงทุนของต่างชาติ จากความไม่มั่นใจในสิทธิส่วนบุคคลดังกล่าว