การแสดงออกของ แดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ ด้านกิจการเอเชียตะวันออกและแฟซิฟิคของสหรัฐ
ในกรุงเทพฯ เมื่อวันจันทร์ทำให้เกิดคำถามจากหลายฝ่ายที่แตกต่างกันไป
แต่ใครตั้งคำถามอย่างไรก็หนีไม่พ้นข้อสรุปว่า เป็นเรื่องไม่ปกติแน่ที่เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของกระทรวงต่างประเทศของประเทศหนึ่งมาขอพบอดีตนายกฯรัฐมนตรี, หัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้าน, และรองนายกฯและรัฐมนตรีต่างประเทศในวันเดียวกันอย่างโจ๋งครึ่ม
เสร็จแล้วก็ยังไปปราศรัย ณ มหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศบอกว่ารัฐบาลไทยควรจะทำอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อให้ “ประชาคมโลก” ยอมรับ
คนที่ไม่เห็นด้วยกับ คสช. และรัฐบาลของนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คงจะเห็นว่า คุณรัสเซล ทำถูกต้องแล้ว เพราะเป็นการย้ำว่ากติกาประชาธิปไตย เขาต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของเวทีสากล
คนที่ไม่เห็นด้วยกับท่าทีสหรัฐก็จะต้องบอกว่า คุณรัสเซล แกมาจุ้นจ้านอะไรในบ้านเรา จะมีผู้นำต่างประเทศคนไหนบ้างที่ไปขอพบคนสำคัญของการเมืองไทย แล้วเล็คเช่อร์ผู้นำประเทศว่าจะต้องทำนั่นทำนี่
คนไทยบางคนบอกว่าต้องอาศัยแรงกดดันจากสหรัฐนี่แหละจึงจะได้ผล
คนไทยอีกบางคนบอกว่าสหรัฐแทรกแซงกิจการภายในของไทย
คุณรัสเซล บอกว่าสหรัฐไม่ได้ถือหางหรือเข้าข้างฝ่ายใด และไม่ได้มาสั่งการว่า ประเทศไทยจะต้องเดินตามเส้นทางไหนเพื่อกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตย และไม่ได้เข้าข้างกลุ่มการเมืองฝ่ายใด แต่การยกเลิกกฎอัยการศึกและการจำกัดเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็น เป็นก้าวสำคัญของกระบวนการปฏิรูปที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม
ประเด็นอย่างนี้คนไทยไม่น้อยก็ได้แสดงความเห็นอย่างเปิดเผยไปแล้ว การที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศมาพูดจะทำให้รัฐบาลรู้สึกกดดันมากกว่าคนไทยพูดหรือไม่ ข้อนี้พิสูจน์ไม่ได้ชัดเจน
แต่คุณรัสเซลแกพูดถึงเรื่องการถอดถอน คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อโดยตรง) ด้วย ทำนองว่านายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งแต่ถูกองค์กรที่มาจากการปฏิวัติถอดถอน และตั้งข้อหาอาญานั้นจะทำให้ “ประชาคมนานาชาติมีความรู้สึกว่า นี่เป็นเรื่องที่มีเป้าหมายทางการเมือง”
นายกฯไทยบอกว่ารัฐมนตรีต่างประเทศไทยได้ชี้แจงถึงเหตุผล และความจำเป็นที่ยังไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก เพราะไม่มีกฎหมายใดมาควบคุมสถานการณ์ได้
รัฐมนตรีต่างประเทศไทยถามคุณรัสเซล ว่า ถ้าสหรัฐหรือประเทศอื่นประสบปัญหาเช่นเดียวกับประเทศไทย จะให้กฎหมายใดมาควบคุม คุณรัสเซลไม่ตอบ ขอกลับไปคิดก่อน
นายกฯบอกว่าไม่มีการกดดันใด ๆ จากประเทศมหาอำนาจ ขอร้องคนไทยและสื่ออย่าให้ความสำคัญ เพราะปัญหาภายในประเทศต้องแก้กันในประเทศ
ปัญหาเรื่องกฎอัยการศึก, เสรีภาพการแสดงออก, การเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ล้วนเป็นประเด็นที่คนไทยกำลังถกแถลงกันเพื่อหาทางออกที่ถูกต้องเหมาะสม
มะกัน, แขก, จีน, จะแสดงความเห็นย่อมเป็นสิทธิของเขา และเราจะแสดงความคิดเห็นต่อระบบการเมืองของเขาก็เป็นสิทธิของเรา แต่ในการคบหาระหว่างประเทศนั้น ความสำคัญอยู่ที่ “ระดับความเหมาะสม” และการเคารพในสิทธิของกันและกัน เพราะท้ายที่สุดคนของประเทศนั้น ๆ จะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเพียงตัวเสริมให้เกิดความเชื่อมโยงที่เป็นประโยชน์ต่อกันเท่านั้น
การแสดงออกของสหรัฐผ่าน คุณแดเนียล รัสเซล ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดสำหรับคนไทยที่ติดตามข่าวสาร แต่ลีลาท่าทีและน้ำเสียงต่างหากที่ทำให้การมาเยือนครั้งนี้เป็นประเด็นน่าวิเคราะห์
เพราะสหรัฐบอกว่าเรื่องการค้าการลงทุนก็ยังเดินหน้าต่อไป อีกทั้งการซ้อมรบ Cobra Gold ก็ยังจะดำเนินต่อไป เพียงแต่ปีนี้ดูเหมือนจะไม่ออกข่าวให้เกรียวกราวเหมือนปีที่ผ่าน ๆ มา
สะท้อนว่าสหรัฐกับรัฐบาลไทยของนายกฯประยุทธ์ ก็พยายามประคองความสัมพันธ์ไม่ให้หลุดออกไปไกลจนกู่ไม่กลับ แต่ขณะเดียวกันต่างคนต่างก็มีคำอธิบายแนวทางของตนเองให้กับประชาคมโลก อีกทั้งอเมริกาก็รู้ดีว่าจีนกำลังสร้างสมอิทธิพลทางการเมืองในภูมิภาคนี้อย่างคึกคักด้วยวิเทโศบายที่ไปคนละทิศ
ท้ายสุด นโยบายของใครก็สนองประโยชน์ของตนเท่านั้น
เพียงแต่ครั้งนี้เกิดสิ่งที่ผมเรียกว่า “เดอะแดเนียล รัสเซลโชว์” ในกรุงเทพฯ เป็นดราม่าเล็ก ๆ ของแวดวงนโยบายต่างประเทศเท่านั้น






