เรื่องภาคใต้ดูจะห่างหายไปจากความสนใจของผู้คน เพราะเหตุรุนแรงเกิดขึ้นน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
ดูจาก "สกู๊ปพิเศษ" ที่กรุงเทพธุรกิจ โฟกัส เสนอไว้ในหน้าเดียวกันนี้ ก็จะพบข้อมูลรายละเอียดและเหตุปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้สถานการณ์ไฟใต้ดีขึ้น และน่าจะดีที่สุดตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา
งานนี้ก็ต้องปรบมือให้กับ คสช. รัฐบาล กองทัพ สมช. และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ที่ทำให้บรรยากาศโดยรวมของพื้นที่ดีขึ้น และเริ่มมีที่ว่างสำหรับงานพัฒนาซึ่งมี ศอ.บต.ยุค คุณภาณุ อุทัยรัตน์ เป็นหัวหอก (แม้สาเหตุบางส่วนจะมาจากความเหนื่อยล้าของฝ่ายขบวนการเอง ที่ยังไม่เห็นวี่แววการแยกดินแดนสำเร็จเสียทีก็ตาม...ฮา)
แต่ประเด็นที่น่าแปลกใจก็คือ สถานการณ์ชายแดนใต้ที่ดีขึ้นนั้น ไม่ค่อยมีส่วนสัมพันธ์กับการเปิดโต๊ะพูดคุยเจรจารอบใหม่ ที่เรียกว่า"การพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้"สักเท่าไร
ทั้งๆ ที่พล.อ.ประยุทธ์เดินทางเยือนมาเลเซีย และร่วมตกลงเรื่องนี้ด้วยตัวเองกับนายกฯนาจิบ ราซัคของมาเลเซีย เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.57 พร้อมเปิดตัว พล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยของรัฐบาลไทยอย่างเอิกเกริกด้วย
แต่ผ่านมาร่วม 2 เดือน ยังไม่มีอะไรคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญมากนัก
มีข่าวแว่วมาว่าภายในสัปดาห์นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะเรียกประชุม คณะกรรมการอำนวยการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือThe Steering Committee for Dialogueซึ่งน่าจะเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการนัดแรก และคงมีการอนุมัติ "อะไรๆ" ที่รอจังหวะเวลากันอยู่ เช่น กรรมการในคณะพูดคุยชุดที่มี พล.อ.อักษรา เป็นประธาน
เพราะการขับเคลื่อนงานแบบ 3 ระดับ แม้ดูเผินๆ จะขยับขับเคลื่อนไปพร้อมกัน แต่เมื่อคณะกรรมการระดับบนมีนายกฯเป็นประธาน การที่ระดับล่างจะขยับไปก่อนย่อมอยู่ในภาวะ "ออฟไซด์" หลายเรื่องจึงคาดว่าจะ "คิกออฟ" กันจากวงประชุมคณะกรรมการอำนวยการฯครั้งนี้
ที่ผ่านมาก็มีรายการ "ออฟไซด์" กันอยู่บ้าง ดังเช่นที่มีข่าวและภาพการพบปะกันในประเทศต่างๆ ที่ไม่ใช่มาเลเซียออกมาเป็นระยะ ทั้งๆ ที่มาเลเซียได้รับการยอมรับจากรัฐบาลไทยให้เป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" กระบวนการพูดคุย
มีข่าวด้วยว่านอกจากการประชุมคณะกรรมการอำนวยการฯ ชุดที่มีนายกฯเป็นประธานแล้ว ในระดับคณะพูดคุยตัวจริง ก็จะมีการพบปะกันอย่างลับๆ ระหว่างผู้มีบทบาทในเมืองไทย กับผู้มีบทบาทในมาเลเซียด้วย นัยว่าเพื่อทำความรู้จักคุ้นเคยกันให้สนิทแนบแน่น
จากความเคลื่อนไหวหลายระดับดังกล่าว จึงน่าเชื่อว่าโต๊ะพูดคุยน่าจะเปิดขึ้นครั้งแรกอย่างเป็นทางการได้หลังจากนี้
ศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา รายงานเมื่อวันก่อนว่า แกนนำพูโลในพื้นที่แย้มพรายว่า มีการวางกรอบเวลาจะเปิดโต๊ะพูดคุยกันในเดือน มี.ค. ซึ่งดูๆ แล้วก็น่าจะสมเหตุสมผล
ปัญหาในขณะนี้ นอกจากความล่าช้า (ซึ่งรัฐบาลคงพยายามอธิบายว่า "ช้าแต่ชัวร์" ไม่ใช่ "เร็วแต่มั่ว" เมื่อรัฐบาลชุดก่อน) ยังอยู่ที่ว่าการพูดคุยเจรจาจะได้ "ตัวจริง" มาขึ้นโต๊ะสักกี่คน
เพราะจนถึงขณะนี้"บีอาร์เอ็นสายกองกำลัง"ที่ว่ากันว่าควบคุมนักรบในพื้นที่อยู่มากที่สุด ยังคงนิ่ง และไม่สนใจการพูดคุยเท่าใดนัก
ข่าวกระเซ็นกระสายจากประเทศเพื่อนบ้าน (ไม่ใช่เขมร) แจ้งว่าบุคคลที่ถูกเชื้อเชิญได้ร่วมโต๊ะพูดคุย เป็นกลุ่มเดิม (ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องอำนาจสั่งการ) เพียงแต่เปลี่ยนคน เช่น ไม่มีฮัสซัน ตอยิบแต่อาจมี อาวัง ยาบะ ซึ่งเป็นคนสนิทของฮัสซันแทน...อะไรประมาณนี้
ขณะที่ฝ่ายพูโลซึ่งแตกเป็น 3 กลุ่มก็ชิงความได้เปรียบกันวุ่นวาย กลุ่มพูโลใหม่ นำโดยกัสตูรี่ มาห์โกตาจัดประชุม "ยูนิตี้ ทอล์ค" ที่ประเทศแถบยุโรป เมื่อราวๆ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีข่าวว่ามีการจัดประชุมจริง แต่วงประชุมไม่ "แกรนด์" ดังที่มาดหมาย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะถูกเปิดเป็นข่าวในสื่อไทยก่อนด้วย
ส่วน ลุกมัน บินลิมา ตัวแทนพูโลสายเก่า (มี นูร์ อับดุลเราะห์มาน เป็นประธาน) ก็ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯประยุทธ์ พร้อมข้อเรียกร้อง 8 ข้อ ซึ่งบางข้อดูเป็นไปได้ยาก ส่วนบางข้อรัฐก็ทำให้อยู่แล้ว จึงไม่รู้จะเรียกร้องมาทำไม
ข่าวว่าลุกมัน บินลิมาและกลุ่มของเขาไม่ได้ไปร่วมประชุม"ยูนิตี้ ทอล์ค"เช่นเดียวกับพูโลอีกกลุ่มที่นำโดย ซัมซูดิง คาน
แต่การส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯประยุทธ์ ของพูโลกลุ่มนายลุกมัน อ่านได้ว่าเป็นการชิงความได้เปรียบกันเองของบรรดากลุ่มผู้เห็นต่าง ซึ่งไปๆ มาๆ ก็ยังไร้เอกภาพเช่นเดิม
ประเด็นก็คือ สถานการณ์แบบนี้ ฝ่ายความมั่นคงไทยก็อ่านออก จึงมีข่าวแว่วมาว่ากระบวนการเปิดโต๊ะพูดคุยนั้น แท้ที่จริงคือ "เป้าหมายรอง" ของการแก้ไขปัญหา แต่เป้าหมายหลักคือการจัดระเบียบพื้นที่ กดดันกองกำลังติดอาวุธมากกว่า
ลองไปดูอัตรากำลังของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าที่ขยายเป็นกว่า 7 หมื่นนาย กับสถิติปิดล้อม ตรวจค้น ที่จับกุมเป้าหมายทั้งจับเป็นและวิสามัญฯได้ทุกรอบในช่วงหลังๆ ก็จะรู้ว่าทิศทางดับไฟใต้ที่แท้จริงของรัฐบาลชุดนี้คืออะไร!






