วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม 2569

Login
Login

The Zulu Principle

The Zulu Principle

เมื่อผม “เริ่มเดินทาง” สายValue Investment อย่างจริงจังประมาณ 20 ปีมาแล้ว การอ่านหนังสือการลงทุนจากต่างประเทศ

เป็นกิจกรรมที่ผมทำอย่างเข้มข้น หนังสือเกี่ยวกับการลงทุนโดยเฉพาะแนว VI ที่ “โด่งดัง” หรือเป็นหนังสือขายดีแบบ Best Seller แทบทุกเล่ม เช่นเดียวกับหนังสือ Classic ที่ยอดเยี่ยมและไม่ขึ้นกับกาลเวลานั้น ผมอ่านแทบทุกเล่ม หนึ่งในหนังสือที่ผมรู้สึกว่าอ่านง่ายและได้ความรู้ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ไม่ยากก็คือ “The Zulu Principle” หรือ “หลักการของซูลู” เขียนโดย Jim Slater นักลงทุนชื่อดังชาวอังกฤษ หนังสือเขียนมาตั้งแต่ปี 1992 แต่ผมอ่านเวอร์ชั่นของปี 1997 ปีที่ไทยเกิดวิกฤติทางการเงิน

แนวความคิดของ จิม สเลเตอร์ ที่พูดถึงในหนังสือเล่มนี้ก็คือเขาต้องการที่จะแนะนำให้นักลงทุนรายย่อยที่เป็นคนชั้นกลางของอังกฤษหันมาลงทุนอย่างชาญฉลาดในตลาดหุ้นและมีความสุขกับมัน เขาบอกว่านักลงทุนรายย่อยทุกคนนั้น สามารถที่จะเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ในอุตสาหกรรมหรือหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ไม่ยาก และถ้าทำแบบนั้นแล้ว พวกเขานอกจากจะสามารถทำกำไรจากหุ้นที่เติบโตดีอย่างโดดเด่นมากแล้ว ยังจะมีความสุขจากกระบวนการลงทุนนั้นด้วย

ในหนังสือ The Zulu Principle นั้น จิม สเลเตอร์ บอกว่าเขาได้ความคิดจากภรรยา นั่นคือ ในวันหนึ่งภรรยาเขาได้อ่านบทความเกี่ยวกับชนเผ่าซูลูในแอฟริกาที่มีความโดดเด่นน่าสนใจมากจากหนังสือ Readers Digest และเพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ภรรยาเขาก็รู้เรื่องราวเกี่ยวกับซูลูมากกว่าตัวเขาเอง และทันใดนั้น เขาก็รู้สึกว่า ถ้าภรรยาเขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับซูลูทั้งหมดในห้องสมุดของท้องถิ่น หล่อนก็จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านของซูลูที่โดดเด่นในเมือง Surrey และถ้านางสเลเตอร์ตัดสินใจเดินทางไปประเทศแอฟริกาใต้ ใช้เวลาซัก 6 เดือนศึกษาที่มหาวิทยาลัยโจฮานเนสเบิร์กและใช้เวลาบางส่วนในชุมชนอนุรักษ์ของชนเผ่านี้ หล่อนก็สามารถที่จะเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเกี่ยวกับชนเผ่าซูลูได้

จิม สเลเตอร์บอกว่า มันไม่ได้ใช้เวลามากมายนักที่จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ คนทั่วไปที่ใช้เวลาวันละหนึ่งชั่วโมงศึกษาบริษัทต่าง ๆ ที่ผลิตหรือขายสินค้าหรือบริการในอุตสาหกรรมหนึ่งนั้น ในที่สุดก็จะรู้จักกับบริษัทและอุตสาหกรรมอย่างลึกซึ้ง และเขาก็จะไม่ตัดสินใจอะไรผิดพลาดได้ง่าย เขาจะรู้ว่าบริษัทไหนดีและบริษัทไหนไม่ดี บริษัทไหนจะประสบความสำเร็จในด้านไหนมากกว่าบริษัทอื่น เขาจะรู้ก่อนคนอื่นว่าบริษัทไหนจะมีข่าวอะไรดี ๆ ออกมา การที่คนพยายามศึกษาบริษัทต่าง ๆ ในหลาย ๆ อุตสาหกรรมมากเกินไปนั้น สุดท้ายเขาก็จะไม่รู้อะไรอย่างจริงจัง วิธีที่ดีกว่าก็คือ พยายามจับแค่หนึ่งหรือสองอุตสาหกรรมก็พอ

นอกจากวิธีการเรียนรู้แบบซูลูแล้ว สเลเตอร์ยังบอกด้วยว่าการลงทุนในหุ้นนั้นเป็นทั้งเรื่องของการทำเงินที่งดงามและเป็นงานอดิเรกที่น่าสนใจในแง่ที่คุณจะได้รับความรื่นรมย์จากการใช้ความคิดและวิชาการ นอกจากนั้นเขายังแนะนำให้นักลงทุนเข้าร่วมใน Investment Club หรือชมรมการลงทุนที่ซึ่งแต่ละคนจะช่วยกันเลือกหาหุ้นจากประสบการณ์ของตน สเลเตอร์มองว่านักลงทุนรายย่อยนั้นมีข้อได้เปรียบบางอย่างเหนือนักลงทุนมืออาชีพ เนื่องจากมีเงินลงทุนน้อย ดังนั้น พวกเขาสามารถลงทุนในบริษัทเล็กและสามารถเลือกเฉพาะหุ้นที่ดีที่สุดสิบตัวได้ในขณะที่นักลงทุนมืออาชีพต้องซื้อหุ้นจำนวนมากที่ทำให้ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีมากได้

ในส่วนของการเลือกหุ้นนั้น สเลเตอร์แนะนำว่าเราควรลงทุนในหุ้นที่มี PE ต่ำ มีความได้เปรียบในการแข่งขันซึ่งอาจจะมาจากยี่ห้อของสินค้าที่โดดเด่นหรือมีสิทธิบัตรเฉพาะเช่นพวกยาเป็นต้น และเมื่อพบหุ้นเหล่านี้แล้วก็จะดูต่อไปว่าบริษัทมีการเติบโตที่โดดเด่นหรือไม่ ซึ่งความหมายของการเติบโตก็คือ บริษัทควรมี EPS หรือกำไรต่อหุ้นเติบโตในอัตราอย่างน้อย 15% ต่อปี และการเติบโตนี้ ในความเห็นของเขาก็คือ ควรมาจากการที่บริษัทสามารถ “Clone” หรือทำกิจกรรมบางอย่างที่ประสบความสำเร็จแล้วซ้ำ ๆ เช่น เปิดร้านเครือข่ายเพิ่ม เปิดภัตตาคารเพิ่ม หุ้นที่ทำได้แบบนี้จะมีอนาคตที่น่าสนใจมาก ในส่วนของผู้บริหารของบริษัทนั้น สเลเตอร์ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะสามารถตัดสินความสามารถหรือความซื่อสัตย์โดยเฉพาะของบริษัทเล็กที่โตเร็วได้ ดังนั้น สิ่งที่เขาแนะนำก็คือ ให้เริ่มดูจากตัวเลขต่าง ๆ ของบริษัทก่อน โดยที่ กฎสำคัญเป็นดังต่อไปนี้:

หนึ่ง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น บริษัทจะต้องกำไรทุกปีไม่มีข้อยกเว้น

สอง กำไรในช่วง 4 ปีหลังนั้นจะต้องเพิ่มขึ้นทุกปีและ EPS หรือกำไรต่อหุ้นปกติจากการดำเนินงานในปีล่าสุดจะต้องสูงสุด ซึ่งนี่จะเป็นสัญญาณว่าบริษัทกำลัง “เดินหน้า” จริง ๆ

สาม หุ้นอสังหาริมทรัพย์จะต้องถูกตัดออกเพราะว่ามันเป็นเรื่องของทรัพย์สินมากกว่าการเจริญเติบโต ทรัพย์สินนั้นอาจจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้แต่มันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจากความสามารถของผู้บริหาร

สี่ หุ้นควรจะมีโบรกเกอร์วิเคราะห์ติดตาม และคำแนะนำจะต้องเป็น “ซื้อ” กฎข้อนี้มีขึ้นเพราะสเลเตอร์คิดว่านักลงทุนรายย่อยนั้นไม่สามารถที่จะได้ข้อมูลลึก ๆ ของบริษัท ดังนั้น การได้นักวิเคราะห์มาช่วยวิเคราะห์และคาดการณ์จะทำให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น

ห้า สเลเตอร์ค่อนข้างจะระมัดระวังเกี่ยวกับหุ้นวัฏจักรเช่นหุ้นรับเหมาก่อสร้างมาก ถ้าจะเป็นบริษัทที่โตเร็ว หุ้นพวกนี้จะต้องเข้าข่ายตามกฎทั้งหลายที่กล่าวมาด้วย ซึ่งนี่ก็มักจะทำให้หุ้นในกลุ่มนี้ตกรอบไม่ถือว่าเป็นหุ้นเติบโตเร็ว

สุดท้ายก็คือ จิม สเลเตอร์ แนะนำว่าเราควรที่จะดูค่า PEG หรือค่า PE เมื่อเทียบกับการเจริญเติบโตของบริษัท นั่นก็คือ ค่า PE หรือระดับราคาหุ้นที่เราจ่ายเมื่อเทียบกับศักยภาพในการเจริญเติบโตของบริษัท โดยหุ้นที่น่าสนใจก็คือหุ้นที่มีค่า PEG ต่ำกว่า 1 เท่า โดยที่สเลเตอร์มองว่าหุ้นที่เรามองหาควรจะมีการเติบโตระหว่าง 15% ถึง 25% ต่อปี เพราะหุ้นที่โตเกินนี้จะเป็นการโตที่ไม่ยั่งยืน ดังนั้น ถ้ามองในแนวนี้ หุ้นที่มี PE เกิน 25 เท่าโดยทั่วไปก็จะไม่น่าสนใจในสายตาของสเลเตอร์

นอกจากเรื่องของตัวเลขดังกล่าวแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สเลเตอร์แนะนำก็คือ เราควรหลีกเลี่ยงที่จะลงทุนในบริษัทที่ผู้บริหารใช้ชีวิตอย่าง “หรูหราฟู่ฟ่า” เกินไป ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารใช้รถหรูเบอร์ป้ายทะเบียนรถพิเศษ หรือถ้าผู้บริหารเข้าไปถือหุ้นค่อนข้างมากในสโมสรฟุตบอลนี่ก็จะเป็น “หายนะ” เพราะมันเป็นเรื่องของ “อีโก้” ที่ยิ่งใหญ่แต่มักเป็นกำไรที่ “จิ๊บจ๊อย”

จิม สเลเตอร์ เป็นนักลงทุนที่มี “สีสัน” ในตลาดหุ้นของอังกฤษในช่วงทศวรรษ 1970 ขณะอายุประมาณ 40-50 ปี เขาเป็นนักเทคโอเวอร์ประเภทซื้อบริษัทมาแล้วตัดขายทรัพย์สินทำกำไรรวดเร็วจนมีชื่อเสียงและเคยถูกดำเนินคดีแต่ก็หลุดมาได้ เขาเคยเล่นทองและคอมโมดิตี้ เป็นนักเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ชื่อดังและอื่น ๆ อีกมาก

เขาเคยรวยและ “จน” จนแทบล้มละลายครั้งหนึ่ง งานอดิเรกของเขาคือการเล่นหมากรุกและเขาเคยบริจาคเงินเพื่อกิจกรรมนี้หลายล้านบาท ดูเหมือนว่าเขาจะชอบกิจกรรมที่ต้องใช้กลยุทธ์ในการต่อสู้เฉกเช่นเดียวกับที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ชอบเล่นไพ่บริดจ์ ว่าที่จริงสเลเตอร์เองนั้นต้องถือว่าเป็นคนรุ่นเดียวกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เพราะเขาเกิดในปี 1929 ในขณะที่บัฟเฟตต์เกิดปี 1930 ถึงปัจจุบันนี้ ชื่อของสเลเตอร์ก็เลือนหายไปแล้วแต่หนังสือหลายเล่มที่เขาเขียนนั้นก็จะยังอยู่ในชั้นของนักลงทุนรุ่นเก่าจำนวนไม่น้อยรวมถึงตัวผมเอง และ “หลักการของซูลู” ก็จะเป็นแนวความคิดที่มีประโยชน์ต่อไปอีกนาน