หลังศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ ตีตก ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ราวเดือนมี.ค. 2557 เหตุเพราะกระบวนการ
พิจารณากฎหมายไม่ชอบ ส่งผลให้โปรเจกยักษ์ภายใต้วงเงินดังกล่าว ได้แก่ “โครงการรถไฟความเร็วสูง” วงเงินลงทุนกว่า 7 แสนล้านบาท ต้องลากยาวการลงทุนออกไป จนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม กำหนดร่างทีโออาร์ใหม่
โดยมีผู้ประเมินว่า ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า “2 ปี” นับจากพับโครงการจึงจะเดินหน้าได้อีกครั้ง
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ “ความหวัง” ที่จะกระจายความเจริญสู่หลายจังหวัดในภูมิภาค โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับหัวเมืองใหญ่ ครอบคลุม ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ต้องถูกตีตกไปด้วย
ทั้งนี้ ตามแผนเดิมรัฐจะผุดรถไฟความเร็วสูงใน 4 เส้นทาง ประกอบด้วย
สายเหนือ เส้นทาง กรุงเทพฯ-พิษณุโลก-เชียงใหม่ เริ่มจากสถานีกลางบางซื่อ ไปจนถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่ ผ่านสถานีพิษณุโลก
สายตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นทาง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย ระยะแรกเริ่มต้นที่สถานีบางซื่อ เข้าสู่ชุมทางภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา ผ่าน อ.หนองแซง จ.สระบุรี แก่งคอย มวกเหล็ก อ.วิหารแดง ก่อนจะเข้าสู่ จ.นครราชสีมา ผ่าน อ.สีคิ้ว ช่วงลำตะคอง
ระยะที่สอง เริ่มจากสถานีนครราชสีมา-หนองคาย ผ่าน อ.เมือง นครราชสีมา โนนสูง คง บัวใหญ่ บัวลาย แล้วเข้า จ.ขอนแก่น ผ่าน อ.พล โนนศิลา น้ำพอง บ้านไผ่ เขาสวนกลาง บ้านแฮด จากนั้นจะเข้าสู่ อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี ผ่านกุมภวาปี ประจักษ์ศิลปาคม อ.เมือง และ อ.เพ็ญ แล้วจะเข้าสู่ จ.หนองคาย ที่ อ.สระใคร ไปสิ้นสุดที่ อ.เมือง หนองคาย
สายตะวันออก เส้นทาง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-พัทยา-ระยอง เริ่มต้นจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไปยังจ.ฉะเชิงเทรา เข้าจ.ชลบุรี และไปสิ้นสุดที่พัทยา
สายใต้ เส้นทาง กรุงเทพฯ-หัวหิน-ปาดังเบซาร์ เริ่มจากสถานีกลางบางซื่อ ไปจนถึงสถานีรถไฟปาดังเบซาร์ โดยระยะแรกจะสร้างถึงหัวหิน ผ่านจ.นครปฐม, ราชบุรี, เพชรบุรี ไปสิ้นสุดที่หัวหิน
ด้านผลกระทบ "การลงทุน" ที่ผ่านมา "นกรู้" อย่างภาคเอกชนย่อมไม่อยู่เฉย เมื่อสืบทราบว่ารัฐกำลังจะผุดโครงการขนาดใหญ่ บ้างก็กว้านซื้อที่ดินเพื่อ "ดักโอกาส" การพัฒนา ขณะที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประกาศเปิดตัวโครงการในหัวเมืองต่างจังหวัดกันคึกคักในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในจังหวัดที่ถูกระบุว่าจะเป็น "ทางผ่าน-ปลายทาง" รถไฟฟ้า อย่าง เชียงใหม่ นครราชสีมา พัทยา ระยอง หัวหิน ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย ฯลฯ
ส่งผลให้เกิดภาวะ "โอเวอร์ซัพพลาย" ทั้งการลงทุนค้าปลีก และตลาดคอนโดมิเนียมในหัวเมืองหลักที่ว่า จากจำนวนโครงการผุดขึ้นมากกว่า "ความต้องการ" (ดีมานด์) หลายเท่าตัว
ทำให้บรรดาผู้ประกอบการน้อยใหญ่ออกอาการ "เสียศูนย์" จนหลายโครงการต้องประกาศพับแผนลงทุน
แม้ว่า "ความต้องการ" ที่ลดลง จะมาจากหลากปัจจัย อาทิ เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และกระแสประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ยังไม่แรงพอที่จะผลักดันดีมานด์ลูกค้าต่างชาติให้เพิ่มขึ้น ฯลฯ ไม่เฉพาะการลากเลื่อนโครงการขนาดใหญ่ ก็ตาม
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือ "ผลพวงหนึ่ง" หรือ "มรดก" ของการ "แปรเปลี่ยน" นโยบายรัฐ !!
มาถึงขณะนี้ รัฐกำลังเริ่มอีกโปรเจกยักษ์ โครงการรถไฟทางคู่ 3 เส้นทาง ตาก-มุกดาหาร, กาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-ระยอง,กรุงเทพ-เชียงใหม่
งานนี้จะเป็น "ความจริง" หรือ "ความเสี่ยง" ยังเป็นเรื่องต้องติดตาม






