เคยสังเกตหรือไม่ว่าวันใดที่เราได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่เราทำได้ดี เราจะทำการงานได้ดีตามมา
แต่วันใดที่เราพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องความล้มเหลวที่เกิดขึ้น วันนั้นงานง่ายจะกลายเป็นงานยากไปทั้งวัน
ดังนั้น เคล็ดลับอันหนึ่งในการเติมพลังการทำงานให้กับตนเอง คือเริ่มต้นวันทำงานด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับความสำเร็จที่ผ่านมา คุยในเรื่องที่เป็นจุดเด่นที่แท้จริงของตัวเรา หลีกเลี่ยงการสนทนาเกี่ยวกับความล้มเหลวก่อนเริ่มต้นวันทำงาน ผู้บริหารที่เข้าใจเคล็ดลับนี้จะเริ่มการประชุมสำหรับการเริ่มต้นโครงการใหม่ๆ ด้วยการย้ำความสำเร็จที่ผ่านมา และเติมเต็มต่อไปว่างานใหม่จะไม่เหนือความสามารถของพวกเราเช่นกัน แต่ถ้าเป็นผู้บริหารที่จัดเป็นพวกหลังคาผุ คือมาตามเส้นสาย ไม่ใช่มาจากฝีมือมักจะเริ่มต้นด้วยการตอกย้ำความล้ำเหลวที่ผ่านมาและตามมาด้วยคำขู่เข็ญนานาประการ หากทำงานใหม่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่ก็เอาสารพัดรางวัลมาเป็นจุดตั้งต้น ตามประสาคนที่ได้เก้าอี้มาจากการแลกเปลี่ยนสรรพสิ่งที่ไม่ใช่ฝีมือ
ถ้าอยากเติมพลังให้ตนเองเพื่อรับงานใหม่ หรือแม้แต่งานเก่าที่ยากเย็นขึ้น ให้เริ่มงานด้วยการนึกทบทวนความสำเร็จที่ผ่านมา อย่ามัวแต่มโนนึกกลัวความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้น เพื่อนฝูงที่ชอบคุยแต่เรื่องความล้มเหลว ให้หลีกเลี่ยงไปก่อนในช่วงเริ่มต้นทำงาน เพราะงานวิจัยของมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านการจัดการแห่งหนึ่งของโลก บอกไว้ว่าเราจะมีพลังความคิด ความสามารถมากขึ้น มีความทุ่มเทกับงานมากขึ้น หลังจากที่เราได้คุยเกี่ยวกับเรื่องที่เราเก่ง ขอเน้นว่าต้องเป็นเรื่องที่เราเก่งจริงๆ ไม่ใช่อุปาทานไปเองว่าเก่ง
ถ้าไม่หลอกตัวเองแล้ว เราจะพบว่าหลังการสนทนาในเรื่องที่เราเก่ง การงานที่ตามมาจะง่ายกว่าเดิมไม่มากก็น้อย ในทางตรงข้ามหลังการสนทนาเกี่ยวกับจุดอ่อน ความบกพร่อง หรือความล้มเหลว การงานที่ตามมาจะยากขึ้น หรือมีความบกพร่องมากขึ้น หากสังเกตให้ดีจะพบว่าที่ใดที่ชอบพูดชอบคุยเกี่ยวกับความล้มเหลว คุยกันเรื่องข้อจำกัด สนุกกับการบอกกล่าวความบกพร่องที่ผ่านมา ที่นั่นมักต้องทำงานเดิมซ้ำๆ ซากๆ ทำเรื่องเดิมวนไปวนมาโดยไม่มีอะไรดีขึ้น และทุกครั้งที่วนกลับมาทำเรื่องเดิมก็ขึ้นต้นด้วยความล้มเหลวในรอบที่ผ่านมา วงจรความล้มเหลวในที่นั่นจะไม่มีวันยุติลง หากที่นั่นยังคงสนุกอยู่กับการบอกกล่าวความบกพร่อง และความล้มเหลว แทนที่จะเริ่มต้นด้วยการระลึกว่ามีอะไรบ้างที่เป็นความเก่งและเป็นจุดเด่นของที่นั่น
ถ้าพอที่จะเลือกงานได้บ้าง ขอให้เลือกงานที่เราเก่งเอาไว้ก่อน ไม่ว่าจะได้เงินทองน้อยกว่างานที่เราไม่ถนัดสักเท่าใดก็ตาม ทำงานที่เก่งทำให้มีความสุขกับการงานได้ง่ายกว่างานที่ต้องขืนใจตนเองทำไปให้เสร็จ ลองมองดูหน้าตาของเด็กที่ถูกบังคับให้เรียนในสาขาที่ทั้งไม่เก่งและไม่ชอบ ใครๆ ก็ดูออกว่าเป็นหน้าตาที่ไม่มีความสุข เด็กอาจโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีเงินทอง แต่จะอยู่กับเงินทองนั้นอย่างไม่มีความสุข สิ่งหนึ่งที่คนทำงานวันนี้หลายคนตอบไม่ได้คือคำถามง่ายๆ ว่าที่จริงแล้วตัวเราเก่งเรื่องอะไรกันแน่ เพราะต้องตะเกียกตะกายทำตามกระแสของสังคมรอบตัวมาตั้งแต่เป็นเด็กตัวเล็กตัวน้อย จะเรียนอนุบาลก็ต้องตะกาย จะเรียนประถมก็ต้องตะกาย จะเรียนมัธยมก็ต้องตะกาย จะเข้ามหาวิทยาลัยก็ต้องตะกาย และที่สำคัญคือส่วนใหญ่ตะกายภายใต้อิทธิพลของสารพัดอย่างรอบตัว มากกว่าที่จะเป็นการตะกายตามความเก่งของตนเอง บางคนตะกายไปจนจบการศึกษาจากสถาบันชั้นนำ มีอาชีพการงานที่ใครๆ ก็อิจฉา แต่พอถามตัวเองจริงๆ ว่าที่ตะกายมาถึงวันนี้นั้นได้ทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุขจริงๆ หรือไม่ ก็ตอบไม่ได้ เมื่ออยู่ในสภาพตะกายกันทั่วหน้าเช่นนี้ คำถามง่ายๆ ว่าเราเก่งอะไร จึงกลายเป็นคำถามที่นักจิตวิทยา นักบริหารงานบุคคล นำไปใช้ทำมาหากินกันได้ รวมทั้งนักวิจัยที่ทำงานวิจัยที่กล่าวมาในเบื้องต้น ซึ่งวันนี้นักวิจัยกลุ่มนั้นได้ไปตั้งบริษัทให้บริการค้นหาความเก่งที่แท้จริงของคนแต่ละคน พวกเขาทำตามที่งานวิจัยของเขาบอกไว้ คือทำมาหากินในเรื่องที่เขาเก่งนั่นเอง
เราสามารถทราบความเก่งของเราได้ จากคำถามธรรมดาไม่กี่คำถาม เช่น วันนี้ ส่วนไหนของงานใดที่ทำให้รู้สึกว่าทำแล้วมีความสุขมากที่สุด การงานที่ผ่านมาเรานึกถึงงานไหนที่ทำแล้วมีสุขมากที่สุด ในเวลาที่มีความพร้อมมากที่สุดสำหรับการทำงาน เรานึกถึงงานไหนมากที่สุด งานอะไรบ้างที่ทำให้รู้สึกมีพลังและ มีความใส่ใจมากที่สุด งานใดที่ทำได้โดยไม่ต้องมีใครที่ไหนมาบังคับให้ทำ คำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราระลึกได้ว่าความเก่งที่แท้จริงในตัวตนของเราคืออะไร แต่ให้ระวังจะติดกับดักของความล้มเหลวจากอิทธิพลของสรรพสิ่งรอบตัว โดยจดจำและย้ำคิดอยู่กับความไม่เก่ง ความไม่ถนัด แล้วเอาแต่ลดคุณค่าของตนเอง โดยไม่เปิดใจหาความเก่งที่แท้จริง
ขอให้ระลึกไว้เสมอว่าทุกคนมีความเก่งอะไรสักอย่างติดตัวอยู่แน่ๆ ขนาดคนบางคนที่เราท่านเห็นกันอยู่ชัดๆ ทำงานทำการไม่ได้เรื่องได้ราว ก็ยังอุตส่าห์หาความเก่งอื่นเจอจนได้ ความเก่งของคนเหล่านี้คือโม้เก่งนั่นเอง โชคร้ายสำหรับคนอื่นหน่อยหนึ่งคือพวกเขามาอยู่ในตำแหน่งที่โม้เก่งไม่มีประโยชน์เท่านั้นเอง






