เมื่อคืนวันที่ 13 มกราคม 2558 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สปช.) ลงมติเรื่องการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21
ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานเสียงข้างมากเป็นผู้เสนอ โดยมีมติเสียงข้างมาก 130 ต่อ 79 เสียง และงดออกเสียง 21 เสียง จากผู้เข้าประชุม 230 คน ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานเสียงข้างมาก ที่เสนอให้เปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ดังกล่าว
เป็นที่ทราบกันดีว่า การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ดังกล่าว ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์และคัดค้านจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะภาคประชาชนและประชาสังคมที่มีผู้รู้และมีข้อมูลด้านพลังงานที่ตรงกันข้ามกับภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องแบ่งปันผลประโยชน์ในระบบสัมปทานว่ารัฐเสียเปรียบบริษัทพลังงานที่เป็นผู้รับสัมปทาน โดยประเทศที่มีน้ำมันส่วนใหญ่ได้ยกเลิกระบบสัมปทานซึ่งรัฐได้รับผลประโยชน์น้อย แล้วหันมาใช้ระบบการแบ่งปันผลผลิตซึ่งรัฐได้ผลประโยชน์มากขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งยังเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ที่กำหนดให้รัฐใช้ระบบสัมปทานให้เป็นการแบ่งปันผลผลิตแทน แต่ภาครัฐมีความเห็นแย้งกับข้อเสนอของภาคประชาสังคมและภาคประชาชนตลอดมา จนถูกประชาชนบางส่วนตั้งข้อสงสัยว่า ทำเพื่อประโยชน์ของบริษัทน้ำมันมากกว่าประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
การลงมติของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติในเรื่องนี้ นับเป็นการกระทำที่ถูกต้องในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เพราะเรื่องนี้มีเป็นเรื่องใหญ่มาก เกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สินของคนทั้งชาติ เพราะน้ำมันหรือปิโตรเลียม รวมทั้งก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตุต่างๆ นั้นเป็นทรัพย์สินของชาติ คือของประชาชนทุกคน การกระทำใดๆ ที่จะทำให้ทรัพย์สินเหล่านี้หมดสิ้นไป ต้องกระทำโดยซื่อสัตย์ สุจริต และมุ่งให้เกิดประโยชน์แก่คนทั้งประเทศให้มากที่สุด
นั่นก็คือ การทำให้รัฐได้รับผลประโยชน์จากทรัพยากรนี้ให้มากที่สุด ไม่ว่าในรูปการแบ่งปันผลผลิตของทรัพยากร หรือในรูปภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อที่รัฐจะได้นำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนซึ่งเป็นภารกิจ พันธกิจและหน้าที่ของรัฐโดยตรง การกระทำใดๆ ก็ตามที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ย่อมเป็นสิ่งเดียวกับการทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ กฎหมายใด ระเบียบใด เกี่ยวกับการหมดสิ้นไปของทรัพยากรที่ยังมีข้อสงสัยว่าจะนำไปสู่การเสียประโยชน์ของรัฐหรือไม่ การยับยั้งกฎหมายหรือระเบียบนั้นเพื่อให้มีการแก้ไขข้อบกพร่องแล้วค่อยนำมาพิจารณาใหม่ ย่อมเป็นสิ่งที่สมควรกระทำ
ไม่เพียงแต่เรื่องการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมเท่านั้น ยังมีกฎหมายและระเบียบอื่นๆ อีกมากที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากร หรือผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งของชาติ หรือเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น กฎหมายภาษีประเภทต่างๆ การผลิตและจำหน่ายสินค้า การกำหนดราคาพลังงาน เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้หากยังมีข้อบกพร่องอยู่ เช่น มีการเอารัดเอาเปรียบประชาชน ไม่เป็นไปตามกลไกการตลาดและต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ยกตัวอย่าง ราคารถโดยสารที่มีการอ้างอิงราคาน้ำมันเป็นต้นทุนในการประกอบการ เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นผู้ประกอบการก็ขอปรับราคาค่าโดยสารเพิ่มขึ้น แต่เมื่อราคาน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญจนทำให้ต้นทุนประกอบการต่ำลง แต่ผู้ประกอบการกลับไม่ยอมลดราคาค่าโดยสารลงตามกลไกราคาน้ำมันและต้นทุนประกอบการ เช่นนี้ ย่อมเป็นการเอารัดเอาเปรียบประชาชน เป็นการประกอบธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม หากสมาชิกสภานิติบัญญัติ รวมทั้งหน่วยงานราชการ คณะรัฐมนตรี สภาปฏิรูปแห่งชาติ ละเลยในเรื่องเหล่านี้ ไม่แก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชน ย่อมจะถือได้ว่า เป็นผู้มีส่วนในการฉ้อโกงประชาชน
ฝากไปถึงสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูป คณะรัฐมนตรี ข้าราชการ คณะ คสช. ขอให้ท่านดำเนินการใดๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน ดังเช่นการลงมติของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเรื่องการสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ในวันที่ 13 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา หากไม่ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน แต่ออกกฎหมายที่ทำให้ประเทศชาติและประชาชนเสียประโยชน์ ก็ไม่ต่างจากการฉ้อโกงประชาชน
ดังนั้น จงอย่าได้ทำผิดด้วยการออกกฎหมายฉ้อโกงประเทศชาติและประชาชน






