ขณะนี้กรอบของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่กำลังอยู่ระหว่างการยกร่าง เริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นในหลายด้าน
โดยคาดว่าร่างแรกของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเสร็จรายเดือนเม.ย.นี้ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าส่วนที่มีการแก้ไข และรายละเอียดมากที่สุด เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับบทบาทและอำนาจของนักการเมือง ซึ่งหมายถึงบุคคลที่เข้ามามีอำนาจทางการเมืองผ่านระบอบการเลือกตั้ง โดยมีการพูดถึงกันละเอียดมากตั้งแต่เริ่มต้นในกระบวนการเลือกตั้ง การบริหารงานและการสิ้นสุดของตำแหน่ง
หากมองในแง่หนึ่งอาจชี้ให้เห็นว่า ผู้มีบทบาทในการกำหนดกติกาบ้านเมืองในปัจจุบัน มองว่าวิกฤติของประเทศที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้น นักการเมืองที่บริหารประเทศในช่วงเวลานั้นมีส่วนทำให้เกิดวิกฤติขึ้นมา ซึ่งประเด็นต่างๆ ที่มีการหยิบยกขึ้นมาในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองนั้น ส่วนใหญ่ได้ถูกบรรจุไว้ในประเด็นที่ต้องมีการกำหนดกติกาการเมืองใหม่ในครั้งนี้ด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะจากฝ่ายการเมืองที่เคยมีบทบาททางการเมืองมาก่อน
กรณีที่เป็นบทลงโทษอย่างสุดขั้ว คือ การลงโทษสำหรับผู้ทุจริตคอร์รัปชัน โดยมีการกำหนดกันให้หมดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ซึ่งหากมองในแง่บทลงโทษนักการเมือง ประชาชนทั่วไปอาจเห็นว่าเป็นมาตรการที่เหมาะสมแล้ว เพราะในเมื่อเข้ามาบริหารประเทศและทุจริตต่อหน้าที่ ก็หมายความหักหลังประชาชนที่เลือกตั้งเข้ามา ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของประชาชนที่มอบหมายให้มานั้นอย่างไม่สมควร อีกทั้งเป็นการใช้อำนาจเอาสาธารณสมบัติของแผ่นดินมาเป็นของตัวเองอีกด้วย
แต่หากมองอีกแง่หนึ่ง เราอาจตั้งคำถามว่าทำไมต้องมีบทลงโทษรุนแรงเช่นนั้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าสังคมไทยมีปัญหาในการให้คุณให้โทษกับนักการเมืองเอง อีกทั้งนักการเมืองก็ไม่มีกฎกติกามารยาทอะไรในทางการเมือง ซึ่งเป็นสำนึกความรับผิดชอบที่ไม่ได้กำหนดด้วยข้อกฎหมาย แต่เป็นเรื่องอะไรที่สมควร หรือไม่สมควร อย่างกรณีของนักการเมืองบางประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลี จะลาออกเมื่อมีพฤติกรรมทุจริตและเกิดการตีแผ่ออกมาต่อสาธารณะ ขณะที่สังคมไทยไม่มีเช่นนั้น
ในแง่หนึ่ง คนในสังคมไทยเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญในประเด็นนี้มากพอ หรือ อาจกล่าวได้ว่าประชาสังคมยังไม่เข้มแข็ง เพราะมักจะมีการเลือกคนที่ถูกกล่าวหาหรือมีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน เข้ามาเป็นตัวแทนอยู่เสมอ หากคนนั้นมีบทบาทหรือมีอิทธิพลมากเพียงพอ ซึ่งไม่ต้องพูดถึงสำนึกของนักการเมืองในการแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีการทุจริตที่เกิดขึ้น อาจกล่าวได้ว่าปัญหานี้ไม่รู้ว่าส่วนไหนเป็นต้นเหตุ-ปลายเหตุ เพราะเกี่ยวพันกันจนแยกไม่ออกว่าปัญหาอะไรมากก่อนหลัง
ดังนั้น กรณีบทลงโทษต่อนักการเมือง ทั้งเป็นการออกกฎกติกาที่เข้มงวดและการลงโทษเมื่อกระทำผิด จึงเป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น แต่ต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่สังคมไทยเอง เพราะหากเราต้องการแก้ปัญหาระยะยาว หรืออาจจะเรียกว่าการปฏิรูปการเมืองนั้น เราจำเป็นต้องทำให้เกิดสังคมมีภูมิคุ้มกันในเรื่องนี้ กล่าวคือ คนในสังคมพร้อมลงโทษผู้กระทำผิด จนกระทั่งบทลงโทษทางสังคมกลายเป็นมาตรฐานการประพฤติปฏิบัติของนักการเมืองเอง หากเราไม่สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม เราเชื่อว่าบทลงโทษนักการเมืองจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ






