วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เกาหลีสร้างแบรนด์ระดับโลก... ไทยแค่เอาตัวรอดก็เหนื่อยแล้ว

ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ก็คิดถึงประเทศไทยว่าจะสร้าง “Thai Cool” หรือ “แบรนด์ประเทศไทย”

ที่จะเป็นกระแสไปทั่วโลกเหมือนเกาหลีใต้เขาบ้างได้หรือไม่อย่างไร

Korean Cool แปลว่าอะไรที่เป็นเกาหลีแล้วมีความ “เท่” โดยเฉพาะละครทีวี, เพลง, ดนตรี และต่อเนื่องไปถึงนวัตกรรมทางด้านไอทีและโลกอินเทอร์เน็ต

เกาหลีใต้สร้างคำว่า K-Pop โด่งดังไประดับโลกเคียงคู่กับยี่ห้อมือถือและสินค้าคนทันสมัยเช่น Samsung ที่สามารถแซงหน้ายักษ์ใหญ่อย่าง Sony ของญี่ปุ่นได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

เขาทำได้อย่างไร?

Euny Hong คนเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นนักหนังสือพิมพ์ คนทำข่าวทีวีเชื่อสายเกาหลี ไปโตที่อเมริกา แล้วกลับมาบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง เพื่อค้นหาคำตอบว่ากระแสเกาหลีใต้ ที่กลายเป็นแบรนด์ที่ขายดีไปทั่วโลกนั้นเกิดจากปัจจัยอะไร

ผมสรุปได้ว่าหลักใหญ่ของการสร้างชาติแบบเกาหลีใต้ (ที่ครั้งหนึ่งล้าหลังกว่าไทย) คือคุณภาพของคน, ความมุ่งมั่น, และการมีเป้าหมายเดียวกันของคนทั้งประเทศ

คนเขียนสรุปว่า

“หัวใจของยุทธศาสตร์นี้คือ การที่รัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณเพื่อการวิจัย และตั้งสถาบันต่าง ๆ ที่มีนโยบายตรงกันประการเดียว นั่นคือ การยกระดับประเทศจากโลกที่สามเป็นโลกที่หนึ่ง”

การศึกษา คุณภาพคน การสร้างสังคมความรู้ และแบ่งปันปัญญา ความเข้มข้นของการรักษาคุณธรรม และ “วัฒนธรรมความขยันขันแข็งและสู้งาน” เป็นสูตรของเกาหลีใต้ ที่สามารถสร้างตัวเองจากประเทศล้าหลังมาอยู่แถวหน้าในทุกทาง

เขาสามารถสร้างความสำนึกของคนในประเทศว่า “ความอยู่ดีกินดีของคนอื่นในสังคมคือความอยู่ดีกินดีของเราเอง” ซึ่งแปลว่าทัศนคติ “ตัวใครตัวมัน” หรือ “ใครมือยาวสาวได้สาวเอา” จะไม่เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่

คำว่า “เอื้ออาทร” ไม่ได้เป็นศัตรูกับการพัฒนา ตรงกันข้าม สังคมใดที่ประชาชนไม่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่แบ่งปันทั้งวัตถุและกำลังใจต่อกัน สังคมนั้นไม่อาจจะก้าวพ้นความด้อยพัฒนาได้

คนเขียนบอกว่าคนเกาหลีผ่านวิกฤตประเทศมาทุก ๆ ด้านแล้ว เรียนรู้จากประสบการณ์อันเจ็บปวดว่า ประเทศจะก้าวไปข้างหน้าได้ทุกคนต้องลุกขึ้นพร้อมกัน หากไม่ตื่นตัวพร้อมกันหมด ก็จะไม่มีปรากฏการณ์ของการลุกขึ้นสร้างชาติ

Everyone must rise together, or not at all.

อีกคุณสมบัติหนึ่งที่ทำให้เกาหลีกลายเป็นประเทศมหาอำนาจด้านวัฒนธรรม และนวัตกรรมมาจากความสำนึกระดับชาติว่าทำอะไรจะต้อง “ดีสุด ๆ” อันเป็นวัฒนธรรม วิธีคิด และปฏิบัติที่ไม่ยอมให้อะไร ๆ เป็นแค่ “ดีพอใช้” หรือ “ดี” เฉย ๆ แต่ต้องทำให้ได้ดีสุดยอด

พูดภาษาชาวบ้านคือเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ยอมทำอะไรชุ่ย ๆ แล้วยอมให้ผ่านไป ซึ่งเท่ากับยอมรับมาตรฐานที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

อีกความสำนึกหนึ่งของคนเกาหลีคือ “ความละอาย” ต่อความล้มเหลวในหนหลัง ไม่ว่าจะเป็นการยอมให้ญี่ปุ่นยึดครองยาวนาน หรือยอมให้ประเทศชาติหลังสงครามประสบกับภาวะความแร้นแค้นอย่างหนักหน่วง หรือแม้เมื่อต้องไปกู้เงิน IMF มาแก้วิกฤต “กิมจิ” (ช่วงเดียวกับที่คนไทยเผชิญกับ “วิกฤตต้มยำกุ้ง”) ก็มีความละอายระดับชาติ เกิดความมุ่งมั่นว่าจะไม่ยอมให้ประเทศชาติต้องตกอยู่ในภาวะน่าละอายเช่นนั้นอีก

คนไทยเราภูมิใจที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร จึงไม่มีความรู้สึก “ฮึดสู้” เหมือนเกาหลี

คนไทยต้องกู้เงิน IMF ด้วยเงื่อนไขสุดโหดในคราววิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ไม่เกิดความรู้สึก “ละอาย” เหมือนคนเกาหลี

เราเรียนรู้อะไรจากเกาหลีบ้าง นอกจากจะดูละครเกาหลี เต้นกังนัมสไตล์ และใช้มือถือยี่ห้อของเขา?

เรามีคุณสมบัติตรงกันข้ามกับเขาเกือบทุกอย่างเลยใช่หรือไม่?