แชร์ลูกโซ่นับเป็นหนึ่งในมหันตภัยร้ายแรงของผู้บริโภคยุคนี้ ที่นับวันจะมีพัฒนาการรูปแบบใหม่ๆ ออกมาล่อหลอก
ทำให้ผู้บริโภคตกเป็นเหยื่อสูญเงินเป็นจำนวนมาก ซึ่งแชร์ลูกโซ่จะมาช่วงที่สภาพเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ประชาชนมีรายได้ลดลง ก็จะเริ่มดำเนินการออกอาละวาด โดยใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมืองด้วยการกระจายไปตามต่างจังหวัดแล้วค่อยเข้ามากระจายที่กรุงเทพฯในย่านธุรกิจและแถบปริมณฑล ซึ่งแชร์ลูกโซ่เปรียบเสมือนเชื้อโรคที่พยายามปรับสภาพรูปแบบของตนเองเพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อและหาเหยื่อต่อไปเรื่อยๆ สำหรับเรื่องนี้ผู้เขียนได้เคยเขียนบทความ และให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เตือนกันทุกปี ซึ่งจากประสบการณ์ในการติดตามแชร์ลูกโซ่จะพบว่ามีข้อสังเกตแชร์ลูกโซ่ก่อนตกเป็นเหยื่อ 6 ประเด็น ดังนี้
1. เมื่อเข้าห้องอบรมจะมีทั้งวิทยากรและผู้เข้าร่วมฟังเปรียบเสมือนหน้าม้าคอยพูดเสริมทำให้ผู้ฟังเห็นคล้อยตาม ซึ่งหน่วยลงทุนจำนวนไม่มากนัก แต่กำหนดว่าจะต้องลงทุนขั้นต่ำกี่หน่วย เมื่อคิดรวมๆ กันแล้วเป็นเงินหลายหมื่น ถึงตอนนี้แหละที่ผู้ฟังเริ่มลังเลระหว่างความอยากรวยกับความกลัวที่ปะปนกัน หลังจากนั้น ก็จะมีการแบ่งกลุ่มย่อย โดยจะมีผู้ชักชวนที่ประสบความสำเร็จหรือเป็นหัวหน้าทีมเข้ามาพูดจาหว่านล้อมจะเริ่มมีการบังคับเชิงจิตวิทยาว่า หากไม่มีเงินติดตัวมาก็สามารถกด ATM หรือบัตรเครดิต ที่หน้าห้องประชุมได้ สามารถวางมัดจำไว้ครึ่งหนึ่ง หรือให้โทรไปหาญาติ/เพื่อนฝูงในตอนนั้นได้ทันที ซึ่งไม่มีธุรกิจไหนให้โอกาสเท่านี้
2. ผู้ชักชวน ทีมงาน หรือวิทยากร มักมีการกล่าวอ้างว่า ธุรกิจนี้ ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ เป็นการลงทุนรูปแบบใหม่ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงและรวดเร็ว กว่าการทำธุรกิจรูปแบบเก่า พร้อมทั้งอ้างอีกว่าทุกธุรกิจที่อยู่รอบๆ ตัวนั้น ก็เป็นลูกโซ่ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า สถานีบริการน้ำมัน ฯลฯ ซึ่งได้กำไร 100 เปอร์เซ็นต์ โดยผู้บริโภคไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย แต่ธุรกิจนี้ (แชร์ลูกโซ่) ไม่ได้เอาเปรียบผู้บริโภคทุกหน่วยลงทุนจะทำให้มีรายได้เข้ามาทุกเดือนหรือตลอดทั้งปี โดยยกตัวอย่างของผู้ชักชวนพร้อมนำสมุดบัญชีมาเปิดให้ดูว่าธุรกิจนี้ให้ผลตอบแทนจริง
3. ชื่อสินค้าหรือรูปแบบลักษณะหน่วยธุรกิจที่แปลกๆ ซึ่งไม่น่าจะทำเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนที่สูงได้ในเวลาอันรวดเร็ว เช่น เห็ดหลินจือ ตะเกียงน้ำมันหอมระเหย ลอตเตอรี่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยาแผนโบราณ ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน พืชผลทางการเกษตร เงินสกุลต่างประเทศ ทองคำ การให้บริการพักผ่อนหรือท่องเที่ยวล่วงหน้า เป็นต้น โดยใช้วิธีการหลอกลวงผ่านการโฆษณาทางเว็บไซต์และทำแบบขายตรงส่งผู้ชักชวนเข้าไปพบปะพูดคุย บางแห่งให้สมัครค่าสมาชิกเพียงไม่กี่ร้อยบาท แต่ต้องซื้อหน่วยลงทุนควบคู่ไปกับการสมัครเป็นสมาชิกครั้งแรกเป็นเงิน 12,000 บาท หลังจากนั้นก็ให้สร้างกลุ่มธุรกิจของตนเองขึ้นมาแล้วหาสมาชิกมาเพิ่มเพื่อจะได้เงินผลตอบแทนสมทบอีก ซึ่งจะอ้างว่าคล้ายทำธุรกิจเครือข่ายขายตรง หากหาสมาชิกเพิ่มไม่ได้หรือขยายเครือข่ายต่อไม่ได้ ก็จะต้องนำเงินมาลงทุนเพิ่มเพื่อรักษาตำแหน่งหรือฐานสมาชิก ซึ่งบริษัทก็จะให้ผลตอบแทนอีกเดือนละ 10,000 บาท เพื่อกระตุ้นให้เกิดการร่วมธุรกิจที่ต่อเนื่อง เป็นต้น
4. อ้างว่าการทำธุรกิจแบบสมัยใหม่ ที่สามารถสร้างกำไรได้อย่างรวดเร็วและมีมูลค่าสูง เพียงแค่ใช้เงินลงทุนหลักหมื่นจะได้รับผลตอบแทน 5-10 เท่าของเงินลงทุน โดยให้ล้มเลิกความคิดปัจจัยในการดำเนินธุรกิจแบบเดิมที่ว่ากำไรสูงสุด ให้คิดแบบธุรกิจสมัยใหม่คือ ผลตอบแทนสูงสุดที่เป็นระบบอย่างรวดเร็ว ซึ่งผลตอบแทนสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนดอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน รวมทั้งยังกล่าวอ้างว่ามีลักษณะคล้ายกับการลงทุนในตลาดหุ้น อีกทั้งไม่กระทบกับการทำงานประจำ จะเห็นได้ว่าเป็นการกระตุ้นต่อมความโลภของคน
5. อ้างความชอบธรรมว่าถูกกฎหมาย ได้มีการจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ องค์การอาหารและยา (อย.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือสมาคมขายตรงแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งนำเอกสารต่างๆ มายืนยันว่าธุรกิจนี้ได้ผ่านขั้นตอนต่างๆ ของภาครัฐก่อนมีการดำเนินธุรกิจ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น เป็นการสร้างภาพให้เกิดความน่าเชื่อถือให้กับสมาชิกเท่านั้น
6. ข้อสังเกตประการสุดท้ายก็คือ เป็นเรื่องน่าประหลาดใจมากที่บริษัทก่อตั้งเพียงไม่ถึงปี แต่กลับมีผลประกอบการที่สูงผิดปกติ มีสมาชิกในระบบเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีผู้ประสบความสำเร็จในการลงทุนกับบริษัทมีเป็นจำนวนมากอีกเช่นกัน แสดงให้เห็นว่ารายได้ของบริษัท ไม่ได้มาจากการขายผลิตภัณฑ์ให้กับสมาชิกหรือผู้บริโภค แต่เป็นการหาสมาชิกเข้ามาซื้อหน่วยลงทุนต่อไปเรื่อยๆ
ดังนั้น หากมีผู้ชักชวนหรือถูกชักชวนให้เข้าไปฟังการอบรมบรรยายจากวิทยากรที่เข้าข่ายลักษณะดังกล่าวมานี้ ขอให้รีบหาทางวิธีการในการออกจากห้องประชุมหรือยุติการสนทนากับกลุ่มผู้ชักชวนโดยปราศจากความเกรงใจ พร้อมทั้งปฏิเสธที่จะร่วมทำธุรกิจทันที ให้อ้างว่ายังไม่แน่ใจหรือสงสัยต้องขอตรวจสอบเช็คข้อมูลให้รอบคอบก่อนลงทุน เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง ซึ่งจะเป็นการประวิงเวลาได้ในระดับหนึ่งก่อนตัดสินใจ โดยสามารถสอบถามได้จากหน่วยงานที่บริษัทกล่าวอ้างว่าได้จดทะเบียน เว็บไซต์/กระทู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งในยุคที่สังคมเข้าสู่ระบบออนไลน์ทุกอย่างสามารถตรวจเช็คได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ที่สำคัญเมื่อทราบถึงความไม่ชอบมาพากลของธุรกิจแชร์ลูกโซ่แล้วนอกจากจะแชร์ลงในสังคมออนไลน์แล้ว ยังต้องแจ้งกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนอีกด้วย ถึงจะกำจัดธุรกิจเหลือบออกจากสังคมได้






