สถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกก็ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อเดือนมิถุนายนของปีนี้ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส
สถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกก็ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อเดือนมิถุนายนของปีนี้ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) มีราคาสูงสุดถึง 107.95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และลดลงไปต่ำสุดในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ส่งท้ายปีเก่าที่ 53.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงถึงร้อยละ 50 รวมถึงราคาน้ำมันดิบชนิดอื่น ๆ ก็ลดลงไปในทิศทางเดียวกันถึงแม้ว่าช่วงนี้ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสไม่ลดลงอย่างรวดเร็วเหมือนช่วงสองสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคมนี้ แต่ก็ยังมีแนวโน้มที่จะลดลงไปเรื่อย ๆ จะลงไปถึง 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เคยกล่าวไว้หรือไม่ ก็ไม่มีใครทราบได้ แต่ถ้าอุปทานไม่เพิ่มขึ้นจากแหล่งน้ำมันที่คาดว่าจะเกิดขึ้นใหม่ ก็ไม่น่าจะลดลงมากกว่านี้ เว้นแต่กลุ่มโอเปกจะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมาหรือมีอุปสงค์ที่ถดถอยลงอีก ดังที่ IEA ปรับประมาณการเติบโตของอุปสงค์ที่ลดลงก่อนหน้านี้
ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2557 นายอาลี อัล ไนมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันของซาอุดีอาระเบียให้สัมภาษณ์ว่า “ซาอุดีอาระเบียยังคงจะรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด และอาจจะเพิ่มกำลังการผลิตด้วยซ้ำถ้ามีลูกค้ารายใหม่เพิ่มเข้ามาไม่ว่าราคาน้ำมันดิบจะดิ่งลงไปถึง 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก็ตาม” ถือว่าเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ซาอุดีอาระเบียไม่มีนโยบายลดกำลังการผลิตเพื่อพยุงราคาน้ำมันอย่างแน่นอน และต้องการครองส่วนแบ่งการตลาดให้มากที่สุดแข่งขันกับกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่อยู่นอกกลุ่มโอเปก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ทำให้ทิศทางราคาน้ำมันโลกตอนนี้ยังคงมีความไม่แน่นอน
จากสถานการณ์ราคาน้ำมันตกต่ำแบบนี้ ในระยะกลางอาจจะทำให้อุปทานบางส่วนหายไปจากตลาดในส่วนของบริษัทขนาดเล็กที่ลงทุนในแหล่งน้ำมันนอกรูปแบบ (unconventional oil) ที่มีต้นทุนสูง เช่น แหล่งน้ำมันดิบจากหินดินดาน (oil shale) แหล่งน้ำมันดิบหนักพิเศษ (extra heavy oil) หรือแหล่งทรายน้ำมัน (oil sands) รวมถึงแหล่งปิโตรเลียมน้ำทะเลลึก (deepwater) หรือแหล่งปิโตรเลียมในเขตขั้วโลกเหนือ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและมีปัญหาในกระแสเงินสดจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดได้ อาจจะต้องเลิกกิจการหรือขายกิจการให้บริษัทที่มีขนาดใหญ่และมีความพร้อมทางด้านการเงินมากกว่า ส่วนบริษัทน้ำมันอื่น ๆ ที่ฐานะการเงินยังอยู่ในเกณฑ์ดีก็ต้องปรับกลยุทธ์และพอร์ตการลงทุนใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำมันโลกตอนนี้เช่นกัน อาจจะชะลอการลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำมันต้นทุนสูงดังกล่าวปล่อยให้อัตราการผลิตลดลงแทนที่จะลงทุนเพื่อเพิ่มหรือรักษาระดับการผลิต และก็เป็นจังหวะที่ดีที่จะหาโอกาสเข้าซื้อกิจการของบริษัทอื่น ๆ ที่มีปัญหาด้านการเงินได้ในราคาต่ำ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและปริมาณสำรองให้กับบริษัทรายล่าสุดบริษัททาลิสแมน เอนเนอร์ยี่ จากแคนาดา ก็เพิ่งบรรลุข้อตกลงการขายกิจการให้กับบริษัท เรปโซล จากสเปน เมื่อเดือนก่อน
ผลกระทบของการลดลงของราคาน้ำมันอย่างฉับพลันจากสงครามแย่งส่วนแบ่งการตลาดของกลุ่มโอเปกและประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปก ได้ลามไปถึงเศรษฐกิจของรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศนอกกลุ่มโอเปกที่มีการส่งออกน้ำมันสุทธิมากที่สุดถึง 7.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็นสินค้าส่งออกหลักของรัสเซีย ทำให้ค่าเงินรูเบิลรัสเซียอ่อนค่าลงถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับค่าเงินรูเบิลตอนที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่เมืองโซชีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทำให้ต้องออกมาตรการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 10.5 เป็นร้อยละ 17 เพื่อพยุงค่าเงินรูเบิลเอาไว้
จากพิษเศรษฐกิจของรัสเซียนั้น ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนอย่างมาก แหล่งข่าวบางแหล่งวิเคราะห์ว่าอาจจะเป็นการร่วมมือกันของกลุ่มโอเปกและสหรัฐอเมริกาเพื่อทำลายเศรษฐกิจของรัสเซีย บางแหล่งก็วิเคราะห์ว่าเป้าหมายของโอเปกเพียงแค่รักษาส่วนแบ่งการตลาดค้าน้ำมันดิบเท่านั้น แถมจะผลิตมากขึ้นอีกเพื่อทดแทนอุปทานบางส่วนที่จะหายไปจากตลาดอีกด้วย กรณีรัสเซียจึงได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันซ้ำเติมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากเป็นสินค้าส่งออกหลัก ซึ่งก่อนหน้านั้นรัสเซียก็มีปัญหาอยู่แล้วจากมาตรการคว่ำบาตรของกลุ่มประเทศยุโรปจากวิกฤตการณ์ไครเมีย
ในส่วนของสหรัฐอเมริกาถึงแม้จะผลิตน้ำมันได้มากที่สุดในโลกก็ตาม แต่ก็เป็นประเทศที่ใช้น้ำมันเยอะที่สุดโลกถึงประมาณ 19 ล้านบาร์เรลต่อวันจึงเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันมากเป็นอันดับสองของโลกรองจากจีน ผลจากที่ราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงแบบนี้ทำให้ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าน้ำมันของสหรัฐอเมริกาลดลง แต่ในระยะยาวธุรกิจการผลิตน้ำมันจากหินดินดานอาจจะไม่คุ้มทุนและต้องหยุดกิจการไปทำให้ต้องนำเข้าน้ำมันมากขึ้นทดแทนอุปทานที่อาจจะหายไปในอนาคต
อีกประเทศที่กำลังเผชิญผลกระทบจากการลดลงของราคาน้ำมันอย่างรุนแรงครั้งนี้ก็คือประเทศแคนาดา โดยเฉพาะรัฐอัลเบอร์ตาที่มีแหล่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดแคนาดาเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิ 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวันผลิตน้ำมันได้เกือบ 4 ล้านบาร์เรลต่อวันถึงแม้ว่าประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่ลดลงมาก แต่กลับจะได้รับผลกระทบทางอ้อมในภาพรวมด้วยเพราะทำให้รายได้ของประเทศหายไปเป็นจำนวนมาก โดยคาดว่าปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 - 2559 รายได้เฉพาะรัฐอัลเบอร์ตาจะหายไปถึง 2 แสนล้านบาท ส่งผลต่อการจัดสรรงบประมาณบางส่วนให้กับรัฐสวัสดิการโดยเฉพาะด้านสาธารณสุขที่ใช้งบประมาณรัฐสวัสดิการถึงร้อยละ 40 นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแคลการีได้มีข้อเสนอต่อมุขมนตรีของรัฐอัลเบอร์ตาเกี่ยวกับแนวคิดการปรับนโยบายการเรียกเก็บภาษีจากสินค้าและบริการจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 7 และยังมีแนวคิดที่จะเรียกเก็บภาษีเงินได้เพิ่มเติมจากกลุ่มคนรวยอีกด้วย เพื่อรักษาระดับฐานะการคลังของรัฐอัลเบอร์ตา แม้ว่ามุขมนตรีเคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะยังไม่ปรับอัตราภาษีในตอนนี้ก็ตาม
ส่วนผลกระทบต่อประเทศไทยตอนนี้ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศถูกลงก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทย รัฐบาลก็อาศัยจังหวะนี้ปรับโครงสร้างราคาพลังงานเพื่อลดภาระทางการเงินของกองทุนน้ำมันและเก็บภาษีเพิ่มเติมให้ฐานะการคลังของรัฐเข้มแข็งขึ้น นอกจากนี้ราคาน้ำมันตลาดโลกที่ลดลงทำให้ลดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าน้ำมันดิบอีกด้วย แต่กลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบเพราะนักท่องเที่ยวรัสเซียนั้นเงินในกระเป๋าน้อยลง การท่องเที่ยวโดยเฉพาะในพัทยาอาจจะไม่คึกคักเหมือนแต่ก่อนก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามเราก็ต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องต่อทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ใช้พลังงานด้วยครับ






