ราคาน้ำมันดิบโลกที่ร่วงลงมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงท้ายปีที่ผ่านมาทำท่าว่า จะไม่กระเตื้องขึ้นมากนักในปีใหม่นี้
ตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้วถึงวันนี้ ราคาน้ำมันดิบลดฮวบฮาบลงมาถึง 50% ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน
แม้แต่กลุ่มโอเปคที่เคยมีอิทธิพลสูง เป็นผู้กำหนดราคาน้ำมันโลก ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะพี่เบิ้มซาอุดีอาระเบียซึ่งผลิตน้ำมันมากที่สุดในตะวันออกกลางไม่ยอมเล่นด้วย
จึงถูกมองว่าเป็นการ "สมรู้ร่วมคิด" กับสหรัฐเพื่อกดราคาน้ำมันให้ต่ำ เป็นการกดดันทางการเมืองต่อรัสเซียและอิหร่านหรือไม่
แต่ไม่ว่าใครจะร่วมวางแผนกับใคร การที่ราคาน้ำมันดิบร่วงลงมาได้มากถึงขนาดนี้และมีแนวโน้มว่าจะไม่ขยับขึ้นไปได้ง่ายๆ ก็ย่อมจะหมายถึงความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ อย่างมีนัยสำคัญในหลายๆ ทาง
หากเป็นเช่นนี้ ผลพวงต่อเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งทางบวกและทางลบ จึงเป็นหัวข้อสำคัญอีกข้อหนึ่งของการเฝ้ามองสถานการณ์ของปี 2558 ที่มองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด
นักเศรษฐศาสตร์มองว่าเมื่อราคาน้ำมันดิบลดเพดานลงมาอย่างถาวรเช่นนี้ ย่อมจะมีผลต่อพฤติกรรมของประเทศและประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อค่าใช้จ่ายพลังงานลดลงก็จะผลักดันให้กิจกรรมการผลิตคึกคักขึ้น และผู้บริโภคก็จะมีเงินที่ประหยัดได้จากการใช้น้ำมันในการจับจ่ายใช้สอยด้านอื่น
ประเทศที่สั่งเข้าน้ำมันก็จะได้ประโยชน์จากการลดลงของราคาน้ำมัน อาจดันให้ตัวเลขผลผลิตมวลรวม หรือ จีดีพี ให้สูงขึ้น
มองข้ามช็อตไปก็จะเห็นการขยายตัวของการลงทุนสร้างโรงงานใหม่, การซื้อเครื่องจักร, อุปกรณ์ และใช้แรงงานมากขึ้น อีกทั้งสถาบันการเงินก็จะสามารถให้กู้ยืมเพื่อการขยายงานของธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มขึ้นได้
แต่ขณะเดียวกันประเทศผู้ผลิตน้ำมันก็จะเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจที่เคยพึ่งพารายได้จากการขายน้ำมันดิบเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย หรือเวเนซุเอลา หรืออิหร่าน และอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง
นั่นอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่ความยุ่งยากทางการเมืองและความมั่นคงที่อาจส่งผลต่อเนื่องไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศ
หรืออาจทำให้การก่อการร้ายระหว่างประเทศเพิ่มความถี่ขึ้น เพราะเมื่อปากท้องของชาวบ้านถูกกระทบ การเมืองก็สั่นไหว และกลุ่มหัวรุนแรงที่ต้องการสร้างความวุ่นวายก็ย่อมมีโอกาสจะสร้างกระแสความไม่พอใจได้สูงขึ้นโดยอัตโนมัติ
อิรักและไนจีเรียเป็นสองประเทศที่เข้าข่ายว่าเมื่อราคาน้ำมันร่วงหนักอย่างนี้ ปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในบ้านก็สามารถระเบิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
วิเคราะห์กันว่าที่คิวบายอม "คืนดี" กับสหรัฐเมื่อก่อนสิ้นปีที่ผ่านมาอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ก็เป็นเพราะกลัวว่าความช่วยเหลือที่เคยได้จากรัสเซียและเวเนซุเอลาจะหดหายไปเพราะราคาน้ำมันที่หล่นลงมาอย่างน่าใจหายนี่แหละ
นักวิเคราะห์เกือบทุกค่ายยอมรับว่าแปลกใจ ที่ราคาน้ำมันดิบตกลงมาอย่างหนักและรวดเร็วเพียงนี้ เพราะแม้ว่าสหรัฐจะไม่ต้องสั่งน้ำมันดิบเข้าเพราะสามารถผลิตน้ำมันจากหินหรือ shale oil ของตนเองได้เพียงพอกับความต้องการของตนเองแล้ว แต่เดิมทีผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ก็ยังประเมินว่าราคาน้ำมันดิบจะค่อยๆ ปรับตัวลงเป็นช่วงๆ ไม่หล่นลงมาทีเดียวหลายสิบเปอร์เซ็นต์ และไม่มีท่าทีว่าจะสามารถขยับกลับขึ้นไปที่เดิมได้อีกเลย
ผลพวงจากปรากฏการณ์นี้จะมีผลกว้างไกลทั้งด้านเศรษฐกิจ, ภูมิรัฐศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับที่อาจคาดไม่ถึงมาก่อน
ไทยเราเตรียมตั้งรับให้พร้อมทุกด้านหรือยัง?






