ในปี 2557 สังคมไทยเผชิญกับหลายเหตุการณ์ อันน่าระทึกอย่างมาก และคงไม่มีใครกล้าจินตนาการว่าสถานการณ์
บ้านเมืองจะดูสงบเรียบร้อยเหมือนดังที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี ยิ่งเมื่อเทียบกับช่วงต้นปีก็ยิ่งไม่มีคาดหมายว่าความขัดแย้งทางการเมืองจะยุติลงอย่างไร นอกจากความสูญเสียเลือดเนื้อจากความขัดแย้งทางการเมือง แต่แล้วหลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ก็ทำให้ทุกอย่างกลับมาตั้งหลักกันใหม่ รวมทั้งประชาธิปไตยในสังคมไทย
รัฐบาลภายใต้คสช.ได้พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจโลก โดยได้แก้ปัญหาเร่งด่วนต่างๆ รวมทั้งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยหวังว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่ในที่สุด แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลก็ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เนื่องจากการเบิกจ่ายล่าช้า ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัว แม้ว่าจะรู้สึกว่าดีกว่าในช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ต้นปี
จากวิกฤติการเมืองในปีนี้ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของประเทศก็ยังเป็นเรื่องใหญ่ที่ยังแก้ไม่ตก โดยเฉพาะสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงอย่างรวดเร็วอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และก่อนหน้านั้นแทบไม่มีใครเชื่อว่าราคาน้ำมันจะลดลงมากถึงระดับนี้ เพราะก่อนหน้านั้นคนไทยต่างเคยชินกับราคาน้ำมันระดับสูงมานาน และต่างก็คิดว่าน้ำมันเป็นของที่ใช้แล้วหมดไป จึงเป็นไปได้ยากที่ราคาจะปรับลดลงมาในระดับต่ำ ซึ่งส่งผลทั้งด้านบวกและด้านลบกับเศรษฐกิจของประเทศ
จากหลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจและสังคมไทยกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในปีหน้า ที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะเสร็จเรียบร้อยและอาจเดินหน้าเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของแผนคสช. นั่นคือ การเลือกตั้งครั้งใหม่ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ประเมินได้ยากมากว่าต่อจากนี้สถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไร ทุกฝ่ายจะยอมรับกฎกติกาทางการเมืองใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่ หรือจะมีการต่อต้านรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หรือไม่
นอกจากนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจก็ยิ่งมีความไม่แน่นอนสูงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลก ดังนั้นการคาดหวังว่าเศรษฐกิจของประเทศจะเติบโตได้อย่างราบรื่นตามแผนนั้น อาจต้องประเมินถึงปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งในเมื่อเศรษฐกิจของไทยมีความเกี่ยวโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างแยกไม่ออก จึงเป็นเรื่องยากที่จะละเลยปัจจัยเหล่านี้ได้ ดังนั้น เรายังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ซึ่งเป็นสิ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในปีหน้า
ดังนั้นหากประเมินกับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในปี 2557 ก็อาจเป็นไปได้ว่าจะเกิดในลักษณะเดียวกันในปีถัดไป เนื่องจากปัจจัยสำคัญเป็นเรื่องที่สืบเนื่องกัน เราหวังว่าหลังจากเสร็จสิ้นการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ และเริ่มกลับเข้ามาทำงานตามปกติ ควรจะตระหนักถึงประเด็นปัญหาที่ยังค้างคา เราเชื่อว่าหากในปีนี้มีความไม่แน่นอนสูง ในปีหน้าความไม่แน่นอนก็ยิ่งสูงมากกว่าเดิม เราหวังว่าคนไทยจะใช้บทเรียนปีนี้ เพื่อรับมือสถานการณ์ในปีหน้าอย่างมั่นคง






