เราจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากน้อยเพียงใด ไม่ได้มาจากการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในงานนั้นอย่างเดียว
แต่ยังขึ้นกับความฉลาดทางอารมณ์ของตัวเราอีกด้วย หลายท่านคงเคยเห็นคนเก่งความรู้แต่ไม่มีใครอยากทำงานด้วยกันมามากบ้างน้อยบ้าง ที่น่าสนใจมากขึ้นอีกคือความไม่เก่งงานมักจะอยู่คู่กับความไม่ฉลาดทางอารมณ์ บ่อยครั้งที่คนทำงานไม่เก่งจะใช้การแสดงออกทางอารมณ์เป็นเกราะกำบังความอ่อนด้อยความสามารถของตนเอง
ตัวอย่างที่เห็นกันเป็นประจำคือผู้บริหารด้อยฝีมือมักเกรี้ยวกราดกับแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ การแสดงท่าโมโหโทโสกับแทบทุกเรื่องนั้นเหมือนกับการปิดบังความไม่อร่อยของอาหารด้วยความเผ็ดร้อน เป็นแค่อาหารที่ไม่มีรสชาติ แต่ใช้ความเผ็ดไปกลบรสชาติที่ไม่อร่อยไม่ให้คนกินได้รู้สึก ยิ่งไม่ฉลาดทางอารมณ์ ยิ่งไม่แน่ใจว่าเก่งงานจริงอย่างที่คุยโวไว้หรือไม่
อยากจะเก่งงานก็ค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับงานนั้น จากสารพัดแหล่งความรู้ที่มีอยู่มากมายในทุกวันนี้ หนทางไปสู่การเก่งความรู้ในวันนี้ไม่ยากเย็น เพราะวันนี้แหล่งความรู้อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าแต่ก่อนมากมายนัก แค่อาศัยอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทาง เราก็ได้ความรู้ใหม่ๆ ได้ไม่ยาก แต่ถ้าอยากเก่งอารมณ์ในวันนี้ ไม่ได้ทำได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน อินเทอร์เน็ตแม้จะช่วยให้เราเก่งความรู้ เก่งวิธีทำงานได้ แต่ไม่ได้ช่วยให้เราเก่งอารมณ์มากขึ้นแต่ประการใด เพราะเราจะเก่งอารมณ์ได้ เราต้องรู้ตัวและรู้รอบตัวไปพร้อมๆ กัน
รู้ตัวคือสำนึกถึงอารมณ์ของตนเองได้ รู้ว่ากำลังดีใจ กำลังเสียใจ กำลังพอใจหรือไม่พอใจ แต่รู้แล้วไม่จำเป็นต้องแสดงออกให้คนอื่นรู้อารมณ์ของเราตามไปด้วย ถ้ารู้อารมณ์ว่ากำลังโกรธก็ไม่จำเป็นต้องแสดงออกให้คนอื่นเห็นว่าเรากำลังโกรธ รู้ตัวหมายถึงตัวเรารู้อารมณ์ของตัวเราเอง และรู้ว่าเราจะกำหนดการแสดงออกในสภาพอารมณ์นั้นอย่างไร บางคนบอกว่ารู้อารมณ์และควบคุมการแสดงออกได้โดยไม่วูบวาบไปตามอารมณ์ที่เกิดขึ้น คนเราไม่ใช่พระอิฐพระปูน มีโกรธได้ มีไม่พอใจได้ มีดีใจได้ ถ้าเราไม่รู้อารมณ์ตัวเราเอง การแสดงออกของเราย่อมจะเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ ใครทำงานด้วยก็จะปั่นป่วนตามการแสดงออกที่วูบวาบไปตามการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ของเรา คนรู้ตัวจึงเป็นคนที่คนอื่นยินดีที่จะร่วมงานด้วยมากกว่าคนขี้โมโหที่ไม่ยอมรู้ตัวสักที
รู้ตัวยังรวมไปถึงการที่สามารถประเมินขีดความสามารถของตนเองในการงานแต่ละด้านได้ รู้จุดอ่อนจุดแข็งของตนเองในหน้าที่การงานนั้น เมื่อรู้จุดอ่อนแล้วก็ไม่ใช่อารมณ์มาเป็นเกราะปิดบังจุดอ่อนนั้น มีจุดอ่อนด้านใดก็หาทางพัฒนาด้านนั้น โดยไม่ต้องออกอาการขี้โมโห ขี้แย หรืออาการทางอารมณ์แบบอื่นๆ มาปิดบังจุดอ่อนของตนเอง
คนรู้ตัวยังทำงานอย่างมั่นใจในตัวเอง คือมั่นใจว่าเราเก่งแค่นี้ เราทำงานนี้ได้แน่ๆ ถ้าไม่รู้ตัวเองว่าเก่งแค่ไหน จะทำงานก็เลยไม่มั่นใจว่างานยากแค่ไหน ฉันทำได้ งานยากแค่ไหน ฉันทำไม่ได้ กลายเป็นทำงานแบบไม่มั่นใจ กล้าๆ กลัวๆ ผลงานก็จะสะท้อนความไม่มั่นใจในฝีมือของตนเองออกมาด้วย เมื่อรู้สึกมั่นใจในฝีมือของตนเอง จะทำอะไรก็กล้าที่จะทำอย่างเปิดเผยโปร่งใส ช่วยลดข้อสงสัยต่างๆ นานา ลงไปได้ มั่นใจว่าจะทำเสร็จได้เมื่อนั้นเมื่อนี้ ใครมาถามว่างานจะเสร็จเมื่อใด ก็ตอบได้เต็มปากเต็มคำ ไม่ต้องอ้อมไปโทษเรื่องนั้นเรื่องนี้เผื่อไว้แก้ตัวที่ฝีมือดีไม่พอที่จะทำการงานให้สำเร็จได้ตามเวลาอันสมควร ถ้าไม่เชื่อฝีมือตัวเอง ทำอะไรก็มักจะหลบๆ ซ่อนๆ กลัวจะเสียหน้าหากทำงานนั้นไม่ได้ เชื่อฝีมือตนเองน้อยลงเท่าใด ความโปร่งใสของการงานที่ทำก็ลดลงตามไปด้วยเท่านั้น
เราไม่ได้ทำงานอยู่คนเดียว ดังนั้น รู้ตัวอย่างเดียวจึงยังไม่พอ ต้องรู้รอบตัวไปพร้อมกันด้วย รู้รอบตัวเริ่มจากการที่สามารถรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นที่อยู่รอบตัวเรา รู้แล้วต้องรู้ด้วยว่าควรตอบสนองคนนั้นอย่างไร จึงจะทำให้เขารู้สึกดีขึ้น หรืออย่างน้อยต้องไม่รู้สึกแย่ลงจากการตอบสนองของเรา ยิ่งทุกวันนี้เราอยู่กันเป็นสังคม คนในสังคมนั้นมีความรู้สึกร่วมในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นอย่างไร เราต้องรู้รอบตัวครอบคลุมไปถึงทั้งกลุ่มนั้นด้วย ไม่ใช่รับรู้แต่ความรู้สึกของคนสี่ห้าคนที่อยู่ใกล้ตัวเท่านั้น ถ้าไม่อาจรับรู้ความรู้สึกร่วมของทั้งกลุ่มได้ เราอาจกลายเป็นคนเก่งเจ้าปัญหา คือชอบทำอะไรที่ขวางหูขวางตาผู้คนในกลุ่มนั้นอยู่เป็นประจำ งานที่ทำดีแค่ไหนก็ตาม แต่ตัวคนทำไม่เป็นที่สบอารมณ์ของกลุ่มคนในสังคมนั้นแล้ว งานดีกลายเป็นงานแย่ได้เสมอ
ดังนั้น เราต้องรู้รอบตัวในวงกว้าง โดยต้องระลึกไว้เสมอว่าที่สี่ห้าคนใกล้ตัวชอบหรือไม่ชอบ ไม่ได้หมายความว่าคนทั้งกลุ่มจะชอบหรือไม่ชอบตามไปด้วย จะรู้รอบตัวคลุมไปทั้งกลุ่มได้ต้องสังเกตอย่างรอบคอบ และแยกแยะความจริงออกจากภาพลวงตาให้ได้ เพราะคนเสียงดังไม่กี่คนในกลุ่มสามารถบิดเบือนความรู้สึกของคนทั้งกลุ่มได้ อยากทำงานให้สำเร็จโดยอยู่อย่างเป็นสุขได้ในกลุ่มใดก็ต้องรู้รอบตัวทั้งจากคนเสียงดัง และจากคนส่วนใหญ่ในกลุ่มนั้น เพราะคนเสียงดังสามสี่คนนั้นไม่ได้เสียงดังไปตลอด วันหน้าก็มีคนเสียงดังคนใหม่ขึ้นมาแทนอยู่เสมอ






