คนไทยเฝ้ารอการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเฉพาะการดูแลค่าครองชีพ ราคาสินค้าเกษตรหลัก และการปฏิรูปประเทศ
วันเวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ปี 2557 กำลังจะผ่านพ้นไป และเริ่มศักราชปี 2558 และต้องยอมรับว่าวารดิถีขึ้นปีใหม่ของแต่ละปี ซึ่งทุกคนต่างคาดหวังว่าในปีใหม่น่าจะมีอะไรๆ ดีกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งครั้งปีใหม่ พ.ศ. 2557 บรรยากาศยังคงอึมครึมเนื่องยังมีการชุมนุมครั้งใหญ่ของประชาชนในการต่อต้านรัฐบาลที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะจบลงเมื่อไรและอย่างไร แต่สถานการณ์ในปัจจุบันต้องยอมรับว่านับแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติยึดอำนาจการปกครองในเดือนพ.ค. 2557 เป็นต้นมา และได้มีการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นมาบริหารประเทศ ความไม่สงบทางการเมืองก็คลี่คลายดีขึ้น แม้ว่าการสร้างความปรองดองของคนในชาติก็ยังเป็นประเด็นที่เป็นคำถามอยู่ว่าจะสร้างความปรองดองที่มีความแตกแยกร้าวลึกมายาวนานได้หรือไม่
ยังมีปัจจัยท้าทายอยู่มากนานัปการ ทั้งปัญหาทางเศรษฐกิจและการปฏิรูปประเทศ ประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่คนไทยเฝ้ารอคอยอยู่จากรัฐบาลนี้ก็คือ การฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเฉพาะการดูแลค่าครองชีพของประชาชน การดูแลราคาสินค้าเกษตรหลักๆ และการปฏิรูปประเทศใน 11 ด้าน ที่ประธาน คสช. ประกาศให้พี่น้องประชาชนคนไทยอดทนและให้เวลากับคณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลให้การบริหารจัดการประเทศ
ต้องยอมรับว่าประเด็นหลักเรื่องความปรองดองของคนในประเทศ คือ การไม่ยอมปรองดองกับผู้ที่กระทำผิด ในขณะที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวย้ำอยู่เสมอว่า จะไม่ปกป้องคนผิดแต่จะให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ปัญหากระบวนการยุติธรรมก็คือความล่าช้า ซึ่งความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความอยุติธรรมที่ปล่อยให้คนกระทำความผิดยังคงลอยนวล จนหลายคดีก็ล่าช้าจนหมดอายุความไป หลายคดี เงียบหายไปโดยไม่มีความก้าวหน้า ทำให้คนไม่เกรงกลัวเพราะเชื่อว่าใช้เวลา/ขั้นตอนที่ยาวนานจนคนลืมกันไปหมด
กรณีที่ชัดเจนที่อยู่ในความสนใจของประชาชนคือ โครงการรับจำนำข้าว ที่ ป.ป.ช. กับอัยการยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ การประชุมของคณะทำงานร่วมของทั้งสองฝ่ายถูกลากมาเป็นเวลาเกือบครึ่งปีแล้ว ทั้งๆ ที่ความเสียหายชัดเจนประจักษ์แจ้งที่รัฐบาลเองยอมรับว่าจะต้องมีการออกพันธบัตรเพื่อชดเชยเงินให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งการออกพันธบัตรรัฐบาลดังกล่าวเป็นการสร้างหนี้สาธารณะที่ประชาชนและลูกหลานที่จะต้องรับผิดชอบในการชำระหนี้ดังกล่าวผ่านทางหนี้สาธารณะ
หากรัฐบาลจะแสดงความจริงใจจริงจังในการขจัดทุจริตคอร์รัปชันให้เห็นเป็นรูปธรรม ทำได้ไม่ยาก และเชื่อว่าจะเป็นของขวัญปีใหม่ที่ประชาชนอยากได้ก็คือ การฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อให้อดีตนายกฯ และคณะรัฐมนตรีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหายมูลค่าเบื้องต้นประมาณ 5.2 แสนล้านบาทจากการที่ทำให้เกิดความเสียหายและมีการทุจริตอย่างมโหฬารในโครงการรับจำนำข้าว เนื่องจากมีการปล่อยปละละเลยจนก่อให้เกิดความเสียจำนวนมหาศาล แม้ว่าจะมีคำเตือนจากบุคคลและองค์กรต่างๆ เป็นจำนวนมาก
ได้มีกลุ่มนักวิชาการด้านกฎหมายนำโดย นายแก้วสรร อติโพธิ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ และ รศ.กิตติศักดิ์ ปรกติ ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อให้ฟ้องทางแพ่งกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคพวกที่สร้างความเสียหายต่อแผ่นดินครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์นี้
ทั้งนี้ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และอดีตประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ได้ยืนยันว่าความผิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชัดเจน เพราะ ป.ป.ช.และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เคยทำหนังสือเตือนไปยังคณะรัฐมนตรีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถึง 3 รอบให้ทบทวนโครงการรับจำนำข้าว เนื่องจากสร้างความเสียทำลายระบบการคลังของประเทศจนอยู่ในภาวะวิกฤติจากการกู้เงินก่อหนี้เพื่อใช้ในโครงการนี้ รวมทั้งยังมีเบาะแสการทุจริตในกระบวนการขั้นตอนการดำเนินงาน ส่วนการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปฏิเสธความรับผิดชอบโดยอ้างว่า ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่งนั้น ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะ ป.ป.ช.และ สตง.ได้ส่งหนังสือเตือนไปยังคณะรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานการประชุมและต้องร่วมรับรู้อยู่ด้วย
คิดว่าประชาชนคงเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จะฟ้องแพ่งให้มีการชดใช้ค่าเสียหายแก่แผ่นดินจากโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่ เพื่อพิสูจน์ความจริงใจและจริงจังในการปราบทุจริตคอร์รัปชันที่มีการประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ รวมไปถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่าจะลงโทษทางการเมืองในคดีรับจำนำข้าวด้วยการถอดถอนและทำให้ถูกเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมืองหรือไม่ เพื่อสร้างบรรทัดฐานว่า คนที่ประพฤติมิชอบ/ทุจริตคอร์รัปชันจะต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่ง/อาญา และทางการเมือง และเพื่อความเป็นธรรมของคนไทย






