โทรทัศน์ CCTV ของประเทศจีน ได้นำเสนอรายการน่าสนใจ เริ่มเมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม เป็นเวลา 4 วันติดต่อกัน
โดยรัฐบาลจีนได้ให้ออกอากาศ ซีรี่ส์พิเศษ เปิดเผยเบื้องหลังคดีคอร์รัปชันของบุคคลสำคัญในพรรค และข้าราชการ ซึ่งมีทั้งผู้ที่ถูกจับได้และลงโทษไปแล้ว และที่อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี โดยคัดมาประมาณ 30 คดี
รายการพิเศษดังกล่าว น่าจะสอดคล้องกับ ช่วงครบรอบ 2 ปี ของการบริหารงานของ นายสี จิ้นผิง ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปลายปี 2012 และเขาได้ประกาศในพรรค และต่อสาธารณชนอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลจีนจะไม่ยอมปล่อยให้การคอร์รัปชัน บั่นทอนประเทศชาติอีกต่อไป
สองปีที่ผ่านไป เราจึงได้ข่าวการปราบคอร์รัปชันอย่างถึงพริกถึงขิง มาโดยตลอด โดยรัฐบาลจีนไม่จับเฉพาะรายเล็กรายน้อย หรือพวก “แมลงวัน” เท่านั้น แต่เน้นจับระดับหัวแถว คือพวก “เสือ” ด้วย ผลก็คือเสือที่กำลังอยู่ในอำนาจ และมีอนาคตอันสดใส ถูกจับจำนวนมาก เป็นคดีคึกโครมให้ชาวโลกได้ติดตามอย่างต่อเนื่อง
มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า คดีที่ผ่านมานั้น จะโดยบังเอิญ หรือโดยตั้งใจก็ไม่ทราบ เสือมักจะถูกจับในวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ส่วนแมลงวัน มักจะถูกกวาดล้างในวันจันทร์ ข้อสังเกตนี้ น่ารักดี ผมจึงเขียนเป็นสโลแกนให้ว่า “จันทร์จับแมลงวัน เสาร์สุขสันต์ขย้ำเสือ” ใครที่เก่งภาษาจีน ช่วยแปลให้ด้วยก็ได้ เผื่อสโลแกนนี้จะไปดังที่ประเทศจีนได้บ้าง....
น่าชมเชยในความพยายามและผลงานของรัฐบาลจีน ในการปราบเสือ เพราะนอกจากจะจับอย่างจริงจังแล้ว ยังใช้สื่อโทรทัศน์ CCTV ขยายผลเชิงประชาสัมพันธ์อีกด้วย แต่ถ้าจะว่าไป รัฐบาลของไทยเราทุกรัฐบาล ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ารัฐบาลจีนนะครับ เพราะทุกรัฐบาลไม่เคยละเลยเรื่องคอร์รัปชัน เลย และได้กำหนดเป็น “นโยบายสำคัญ” ตลอดมา และทุกครั้งที่มีการปฏิวัติ สาเหตุหลักข้อหนึ่งก็คือมีการคอร์รัปชันอยู่มากมาย จำเป็นต้องปราบปรามให้อยู่หมัด รัฐบาลใหม่ก็เข้ามาปราบปราม....แต่แล้วมันก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ หลายรัฐบาลแล้วครับ บางรัฐบาลยังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการคอร์รัปชัน ที่หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนวงการโทรทัศน์ของไทยเรานั้น ผมคิดว่าน่าจะเหนือกว่า CCTV ด้วยซ้ำไป เพราะไม่ต้องรอให้รัฐบาลทำอะไร ผู้ผลิตละครโทรทัศน์ของไทย ก็มีความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องนี้มานานแล้ว พวกเขาผลิตผลงานได้ดี มีผู้ชมติดตามล้นหลาม ลองดูตัวอย่างบทสนทนาที่ผมคัดมาจากละครเรื่องหนึ่ง ระหว่าง นักแสดงที่เล่นบท “ท่านนายกฯ” ซึ่งฉีกสัญญาฉบับหนึ่งทิ้ง แต่ผู้มีอำนาจหรืออิทธิพลอีกคนหนึ่งที่กำลังแสวงประโยชน์จากสัญญาดังกล่าว ได้ชี้หน้าท่านนายกฯ ด้วยความโกรธ พร้อมกล่าวว่า
“ทำอะไรน่ะ รู้จักให้เกียรติกันบ้าง ตำแหน่งผมก็ไม่ได้ห่างจากท่านมากนะ” แต่คำตอบที่เขาได้รับจากนายกรัฐมนตรีก็คือ “ทำในสิ่งที่ถูกต้อง....คนโกงชาติ ไม่สมควรได้รับเกียรติใดๆทั้งสิ้น” จากนั้นบทสนทนาดำเนินต่อไปอย่างเผ็ดร้อน จนถึงช่วงหนึ่ง ก็เป็นการทวงบุญคุณว่า “ลืมไปหรือเปล่า ว่ามาถึงขั้นนี้ได้ เพราะการสนับสนุนของใคร?” ซึ่งท่านนายกฯก็ตอบว่า “จะให้เงินสนับสนุนพรรคสักเท่าไหร่ ฉันก็ไม่สนใจหรอก เพราะฉันไม่เคยเอาเงินบาป มาใช้” ฯลฯ
ยังจำละครเรื่องนั้นได้ใช่ไหม? “เหนือเมฆ” ไงครับ ละครที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ทั้งเนื้อหา ข้อคิด และจำนวนผู้ชม จนมี “เหนือเมฆ 2” ติดตามมา แต่แล้วก็จบลงดื้อๆ เพราะเหนือเมฆ ก็ยังมีอะไรสักอย่าง ซึ่งสังคมเชื่อว่ามันคือคำสั่งจากผู้มีอำนาจบางคน ที่ไม่ได้สนุกไปด้วยกับเนื้อหาที่นำเสนอ
เมื่อสังคมไทยต้องมีการปฏิวัติอีกครั้ง กลางปี พ.ศ. 2557 คอร์รัปชัน ก็ยังเป็นสาเหตุหลักข้อหนึ่งของการปฏิวัติ และรัฐบาลปัจจุบันก็ให้สัญญาเหมือนทุกรัฐบาลที่ผ่านมาว่าจะปราบคอร์รัปชัน ส่วนประชาชนก็รอคอยมากว่า 6 เดือนแล้ว และเริ่มมีเสียงพร่ำบ่นบ้างแล้วว่า ยังไม่เห็นผลงานตามที่คาดหวังเท่าใดนัก
มองในแง่รัฐบาล ก็คงคิดว่า ผลงานเด่นมีให้เห็นออกชัดเจน อย่างกรณีอดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางรัฐบาลได้จัดการกับ“เสือ” ชัดๆ และบางเรื่องเช่น กรณีทุจริตสนามฟุตซอล ก็กำลังจัดการกับครูทั่วประเทศซึ่งถือว่าเป็น แมลงวัน (เพียงแต่ครูบางคน อาจไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วยซ้ำไป)
แต่มองในแง่ประชาชน ประชาชนก็คิดว่า ปัญหาคอร์รัปชันมันฝังรากลึก เมื่อรัฐบาลวันนี้ มีอำนาจอย่างมาก ทำอะไรได้รวดเร็วกว่ารัฐบาลเลือกตั้ง มีโอกาสอย่างนี้แล้ว ทำไมไม่รีบกวาดล้างให้มากกว่านี้ เด็ดขาดกว่านี้ และเร็วกว่านี้ ซึ่งก็น่าเห็นใจประชาชนเพราะพวกเขาอ่านข่าวการปราบคอร์รัปชันในจีน อย่างถูกใจ ก็คงอยากเห็นอะไรคล้ายๆกันอยู่บ้าง
พูดง่ายๆว่าวันนี้มี “ตัวเทียบ” ให้เห็นชัดเจน และความรู้สึกกดดันที่ประชาชนมีมานานก็คือ “เสือไทย” ยังว่อนไปว่อนมา และยังคงมีหน้าตาในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีอดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ถูกเปิดเผยออกมา สังคมก็รู้สึกหดหู่ และอดจินตนาการต่อไปไม่ได้ว่า น่าจะมีผู้มีอำนาจอีกหลายคน ที่ทำสิ่งเหล่านี้อยู่ แต่ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมา
รัฐบาลยังพอมีเวลาครับ และควรใช้เวลาที่เหลือนี้ “จับเสือ” มาเป็นรางวัลให้ประชาชนมากๆ ส่วนประชาชนนั้น แม้จะเริ่มลดความหวังลงบ้างแล้ว แต่ความหวังก็กลับมาใหม่อีกครั้ง เมื่อได้ดูฟุตบอลไทยเข้าชิงแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา เพราะเราชนะเขามาก่อนถึง 2-0 แต่กลายเป็นท้อแท้ เมื่อเกมผ่านไป 80 นาที เพราะเราแพ้เขาถึง 3-0 เหลือเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น ความหวังแทบหมดสิ้น เพราะจะทำอะไรได้ ในเวลาเพียง 10 นาที
แต่แล้วมหัศจรรย์ก็มีจริง เมื่อทีมไทย ซัดลูกเข้าไปได้ 1 ประตู ตามด้วยประตูที่สองอันงดงาม จากปลายเท้าของเจ้าตัวน้อย ชนาธิป เมสซี่เจ เป็นการประกาศชัยชนะเด็ดขาดให้แก่ทีมไทย ซึ่งเรื่องของช้างศึก กับเสือ ที่ผมจั่วหัวไว้ข้างบน ก็เข้ามาตรงนี้แหละครับ เพราะเจ้าเมสซี่เจ ของเรา ตัวก็เตี้ยกว่าคนอื่นเขา อายุก็น้อยนิดเดียว ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำตาแห่งชัยชนะ ที่ได้มาด้วยความกดดันอย่างหนักว่า “เมื่อเราเข้าไปอยู่ในดงเสือ และแพ้เขาถึง 3-0 ก็ต้องสู้อย่างถึงที่สุด...เพราะเราเป็น ช้าง”
เมสซี่เจ ได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นทรงคุณค่า หรือ MVP อย่างสมศักดิ์ศรี และบทเรียนที่คนไทยได้รับจากการแข่งขันคืนนั้นก็คือ ถึงแม้เวลาจะผ่านไปมากเพียงใดก็ตาม ตราบใดที่ยังมีเวลาเหลืออยู่ ถ้าหากเรามุ่งมั่น เราย่อมทำได้
รัฐบาลไทยวันนี้ มีกัปตันทีมเป็นช้างศึกที่เฉลียวฉลาด สูงใหญ่ มีพลังอำนาจ จึงควรอยู่ในวิสัยที่จะทำได้ เพราะถ้าทีมฟุตบอลช้างศึกไทย ด้วยเวลาที่เหลือเพียงน้อยนิด ก็ยังขย้ำเสือ ให้เห็นมาแล้ว ช้างศึกไทยจากทำเนียบรัฐบาล ที่ยังมีเวลาเหลืออีกมากพอสมควร ก็น่าจะตะปบเสือได้เช่นกัน
ไม่ต้องรอวันเสาร์หรืออาทิตย์แบบจีน....วันไหนก็ได้ สะใจลูกช้าง ทั้งนั้นแหละครับ






