วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หนุมาน ฤๅษี และแป๊ะ

ใกล้สิ้นปีมะเมีย สีสันการเมืองไทยตกไปอยู่ที่ "36 อรหันต์" ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะมีวาระอันน่าระทึกใจ

ให้ได้วิพากษ์วิจารณ์กันทุกวัน

นับแต่การตีตกข้อเสนอ "เลือกนายกฯ ทางตรง" ของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านการเมือง และเปิดประเด็นใหม่ "นายกรัฐมนตรี" ไม่ต้องมาจาก ส.ส. และโมเดลการเลือกตั้ง ส.ส.สูตรเยอรมัน

สดับชุดความคิดอันตกผลึกในเรื่อง "ที่มานายกฯ" และ "วิธีการเลือกตั้ง" ในเบื้องต้นของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้นึกถึงสำนวนไทยของ "เนติบริกร" ที่อุตส่าห์ใบ้หวยมาตั้งแต่แรก

สำนวนแรก"ลงเรือแป๊ะต้องตามใจแป๊ะ"เล่นเอาคนทั้งบ้านทั้งเมือง ตามหา "แป๊ะ" กันใหญ่ เพราะจะได้รู้ว่า แป๊ะจะเอายังไงกับการเขียนรัฐธรรมนูญ

สำนวนที่สอง"เหาะเกินลงกา"อันนี้เนติบริกร ต้องการปรามพวกร้อนวิชาใน สปช. อย่าเสนอโน่นนี่นั่นให้มันเกินความจริง เปรียบดังหนุมานเหาะเกินลงกา

อันที่จริง สำนวน "เหาะเกินลงกา" มาจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 เมื่อพระราม เดินทัพวานรติดตามหานางสีดาที่ทศกัณฐ์เจ้ากรุงลงกาลักพาไป

กองทัพพระรามเดินทางมาสุดแผ่นดินใหญ่ ริมฝั่งมหาสมุทร แต่ยังหาทางไปไม่ได้เพราะลงกาเป็นเกาะที่อยู่ไกลมาก พระรามจึงสั่งให้ทหารเอก 3 คือ องคต ชมพูพาน และหนุมาน ไปสืบหาที่ตั้งของเกาะลงกา

เมื่อ 3 วานรพบพญานกสัมพาที ที่ภูเขาเหมติรัน พญานกสัมพาทีพา 3 วานรบินเร่ร่อนไปในมหาสมุทร และไปจับที่เขาคันธสิงขรแล้วชี้ทางให้ไปกรุงลงกา

หลังจากนั้น พญานกสัมพาทีก็พา 3 วานรกลับมาส่งที่ภูเขาเหิมติรัน และหนุมานได้ทิ้งองคตกับชมพูพานไว้ที่นี่

หนุมานเหาะไปลงกาแต่ลำพัง ปรากฏว่า ไปผิดทางจนไปพบพระนารทฤๅษี ตรงนี้แหละที่มาของสำนวน "เหาะเกินลงกา"

แล้วพระนารทฤๅษีก็ชี้ทางให้เหาะย้อนกลับไปและให้สังเกตภูเขานิลกาลาคีรี ซึ่งสูงเยี่ยมเหมือนภูเขาจักรวาลตั้งอยู่เป็นหลักกรุงลงกา หนุมานจึงได้พบนางสีดาในที่สุด

ตอนที่เนติบริกรเล่า แค่เปรียบเปรยว่า เหาะเกินลงกา หมายความว่า "เกินเลยล้นเว่อร์" มิได้ขยายต่อว่า พระฤๅษีคือผู้ชี้ทางให้หนุมาน

พลันที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตกผลึกในหลักการประเด็น "ที่มานายกรัฐมนตรี" ว่าต้องมาจากการลงมติเลือกอย่างเปิดเผยในสภาผู้แทนราษฎร และ"นายกฯ ไม่ต้องเป็น ส.ส."

แถมระบบการเลือกตั้งสูตรเยอรมัน ก็ชัดเจนว่าเอื้อต่อการจัดตั้ง "รัฐบาลผสม" เพราะไม่มีพรรคใหญ่ได้เสียงข้างมากเหมือนยุค "ทักษิณครองเมือง"

พูดง่ายๆ ระบบเลือกตั้งเยอรมัน ในความคิดของคนกลุ่มหนึ่ง จะเป็นการแก้ปัญหา "เผด็จการรัฐสภา" เพราะในสภาฯ จะมี ส.ส.ที่มาจากพรรคใหญ่ พรรคขนาดกลาง พรรคเล็ก หรือกลุ่มการเมืองนอกสภา อาจเรียกว่าเป็น "สภาเบี้ยหัวแตก" ก็ได้

เมื่อเค้าลางร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้ คนส่วนใหญ่จึงนึกถึง "แป๊ะ" เพราะเป็น "เรือของแป๊ะ" แต่ลืมนึกถึงเรื่อง "พระนารทฤๅษี" ผู้ชี้ทางสว่างให้หนุมานชาญสมร

"แป๊ะ" หรือ "พระนารทฤๅษี" น่าจะมีบทบาทสำคัญต่อการร่างพิมพ์เขียวหรือพิมพ์ชมพู ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ประเด็นที่มานายกฯ จะกลายเป็น "ของร้อน" เพราะสังคมไทยเคยมีความขัดแย้งถึงขั้นนองเลือดมาแล้วจากการคัดค้าน "นายกฯ คนนอก" เมื่อปี 2535

แม้ 36 อรหันต์ จะบอกว่า นายกฯ ที่ไม่ได้มาจาก ส.ส.นั้น เป็นการเปิดช่องไว้สำหรับยามที่บ้านเมืองมีปัญหา หาทางออกไม่ได้ "นายกฯคนนอก" อาจช่วยแก้ไขวิกฤตการเมืองได้

ประเด็นนี้ มันจะจุดกระแสให้ "การเมืองท้องถนน" กลับมาอีกหรือไม่?ไม่เกินเช็งเม้งปีหน้า คงได้เห็นกัน