สิ่งที่สำคัญที่สุดคือบุคคลที่อยู่ในข่ายที่จะต้องถูกไต่สวนโดยทนายความอิสระจะเป็นใครบ้าง
ซึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยทนายความอิสระของประเทศสหรัฐอเมริกา กำหนดให้ดำเนินการเฉพาะกับบุคคลระดับสูงดังนี้
1. ประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดี (the President and Vice President)
2. บุคคลที่ทำงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ (any individual serving in a position listed)
3. บุคคลที่ทำงานที่สำนักงานประธานาธิบดี (ทำเนียบขาว) และได้รับเงินเดือนค่าตอบแทนตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับนี้ (any individual working in the Executive Office of the President who is compensated at a rate of pay as specify)
4. บุคคลที่อยู่ในตำแหน่งรองอัยการสูงสุด หรือบุคคลที่ทำงานในกระทรวงยุติธรรมที่ได้รับเงินเดือนค่าตอบแทนตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับนี้ (any Assistant Attorney General and any individual working in the Department of Justice who is compensated at a rate as specify)
5. ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสืบสวนสอบสวนกลาง และกรรมการในคณะกรรมการกำกับภาษี (the Director of Central Intelligence, the Deputy Director of Central Intelligence, and the Commissioner of Internal Revenue)
6. ประธานและเหรัญญิกในคณะกรรมการหาเสียงเพื่อเลือกตั้งระดับชาติหรือรับเลือกตั้งสมัยต่อไปของประธานาธิบดี และเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในดำเนินการระดับชาติระหว่างที่ประธานาธิบดีทำหน้าที่ (the Chairman and treasurer of the principal national campaign committee seeking the election or reelection of the President, and any officer of that committee exercising authority at the national level, during the incumbency of the President)
7. บุคคลที่มีตำแหน่งหน้าที่ตามที่กำหนดไว้และได้ออกจากตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวภายในระยะเวลาหนึ่งปี (any individual who held an office or position described as specify for 1 year after leaving the office or position)
สำหรับประเทศไทยที่อยู่ระหว่างการปฏิรูประบบยุติธรรมในขณะนี้ ก็น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะพิจารณาว่า ถ้าจะมีทนายความอิสระสำหรับการไต่สวนบุคคลต่างๆ ที่ระบบยุติธรรมที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถเข้าถึงได้ การมีทนายความอิสระ ก็น่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่น่าจะนำมาพิจารณา แต่ประเด็นที่ควรพิจารณาก็คือผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นทนายความอิสระสำหรับประเทศไทย ควรมีคุณสมบัติอย่างไร
ถ้าพิจารณาจากคุณสมบัติของทนายความอิสระของสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบ จะพบว่า ทนายความอิสระจะเป็นดังนี้
1. มีสำนักงานของตัวเองที่เป็นเอกเทศต่างหากจากสำนักอัยการสูงสุด (Attorney General) เรียกว่า สำนักงานทนายความอิสระแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Office of the Independent Counsel) ซึ่งแสดงถึงความเป็นอิสระจากสำนักงานอัยการสูงสุด
2. หน้าที่ของทนายความอิสระจะแตกต่างจากอัยการสูงสุดเพราะรายงานตรงต่อรัฐสภา
3. การดำเนินการไต่สวน จะกระทำเฉพาะกับนักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ที่ทำงานให้กับนักการเมือง หรือข้าราชการระดับสูงที่กระทำความผิดในทุกรูปแบบ (Misconduct) ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นความผิดทางอาญา อาทิความผิดเรื่องการเลือกตั้ง การทุจริตคอร์รัปชัน การผิดศีลธรรม การขัดต่อจริยธรรม หรือแม้แต่การรับเงินจากผู้สมัครเข้าทำงานกับรัฐ เป็นต้น
4. การดำเนินการไต่สวน ไม่มีการจำกัดค่าใช้จ่าย
5. การดำเนินการทำอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะถึงที่สุด โดยไม่มีการกำหนดกรอบระยะเวลา
6. ในกรณีที่ทนายความอิสระได้รับการแต่งตั้งจากอัยการสูงสุด (Attorney General) อัยการสูงสุดสามารถถอดถอนได้ แต่ต้องมีเหตุผลที่ดี ชัดเจน และเป็นที่ประจักษ์ (Good Cause) เท่านั้น เช่นปัญหาทางสุขภาพของทนายความอิสระซึ่งอาจเป็นเรื่องของสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
7. การสิ้นสุดของการดำเนินการในฐานะทนายความอิสระจะเป็นอำนาจขององค์คณะผู้พิพากษาพิเศษ (Special Panel of the Court) เท่านั้น เมื่อการทำงานของทนายความอิสระเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว
หน่วยงานของรัฐทั้งหลาย เมื่อจะต้องดำเนินการเอาผิดกับผู้บริหารระดับสูงที่ใช้อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และแม้แต่อำนาจตุลาการเป็นสิ่งที่ยากเพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) เนื่องจากหน่วยงานเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือกำกับดูแล ซึ่งการดำเนินคดีกับผู้กำกับดูแลหน่วยงานของตัวเองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมาก แต่การที่สำนักงานทนายความอิสระไม่ต้องรายงานกับใครนอกจากรัฐสภาทำให้ไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งจะช่วยให้มีความเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม ทนายความอิสระก็เหมือนบุคคลทั่วไปที่อาจมีใจโอนเอียงเข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งได้ และทำให้ถูกโจมตีจากฝ่ายที่เสียประโยชน์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้ที่จะทำหน้าที่ทนายความอิสระจะต้องถูกคัดเลือกจากผู้ที่เป็นกลางทางการเมือง ตัวทนายความอิสระเองก็ต้องแน่วแน่อยู่กับประเด็นข้อกฎหมายและรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ หากเป็นผู้ที่สังคมจับตาว่าเป็นการไต่สวนที่ไม่เป็นธรรมเมื่อไร ผลการไต่สวนจะไม่เป็นที่ยอมรับ และรัฐสภาก็ไม่สามารถนำผลลัพธ์ที่ได้จากการไต่สวนมาใช้ในการถอดถอน (Impeachment) บุคคลที่ถูกกล่าวหาได้
สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน ดูเหมือนว่ามีองค์กรอิสระบางองค์กรเช่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) หรือแม้กระทั่ง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ต่างได้ทำหน้าที่ตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนว่ายังมีความเห็นแย้งอยู่เสมอจากฝ่ายที่ถูกตรวจสอบถึงความลำเอียง ความไม่เป็นธรรม เจตคติที่เป็นอคติต่อผู้ถูกกล่าวหา จนอาจกล่าวได้ว่าไม่มีการไต่สวนใดที่ปราศจากการร้องเรียนใดๆ เลย
จึงขอย้อนกลับมาที่สภาปฏิรูปแห่งชาติว่า จะดีหรือไม่ ถ้าประเทศไทยจะมี “ทนายความอิสระ” เพื่อไต่สวนดำเนินคดีผู้ที่ถูกกล่าวหา และผู้ดำเนินการนั้นเป็นบุคคลที่เป็นที่ยอมรับของสังคม เพราะได้รับการคัดเลือกจากกระบวนการที่ได้ชื่อว่ามีความเป็นธรรมและมีความเป็นกลางทางการเมืองมากที่สุด






