วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความเข้าใจผิดบางประการเกี่ยวกับ "ไมโครไฟแนนซ์"

ผู้เขียนติดตามข่าวเรื่องนโยบายรัฐเกี่ยวกับการสนับสนุนส่งเสริม “ไมโครไฟแนนซ์”

(ในความหมายรวมๆ ว่า บริการทางการเงินสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่เข้าไม่ถึงการเงินกระแสหลัก ไม่มีสินทรัพย์มาวางเป็นหลักประกัน ฯลฯ) มานานหลายปี จนปีนี้ (2557) กระทรวงการคลังผุดแนวคิด “นาโนไฟแนนซ์” ซึ่งก็เป็นแค่คำเก๋ๆ อีกคำหนึ่งเท่านั้น ไม่มีใครในโลกเขาคุยกับเรารู้เรื่อง

ส่วนใหญ่ผู้เขียนติดตามความคืบหน้าด้วยอาการ “ลุ้น” เพราะอยากเห็นนโยบายทั้งจากกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันของผู้มีรายได้น้อยในประเทศที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในระบบ ต่อยอดกลไกจากภาครัฐที่มีอยู่เดิม (ทั้งธนาคารของรัฐอย่างเช่นธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน และนโยบายรัฐอย่างกองทุนหมู่บ้าน) ให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้าตลาดมากขึ้น

ไมโครไฟแนนซ์ไทยจะได้หลากหลาย กว้างขวาง และเติบโตเป็น “วงการ” เป็นที่รู้จักไม่แพ้การเงินกระแสหลัก ไม่ได้เป็นแค่ “นโยบายพัฒนา” หรือ “หน้าที่ของรัฐ” ที่คนอื่นไม่เกี่ยว ดังที่เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ประเทศใกล้ตัวไทยอย่าง กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไปจนถึงบังกลาเทศ อินเดีย จีน แทบทุกประเทศในทวีปอเมริกาใต้

แม้แต่ทวีปที่คนไทยดูแคลนว่ายากจนข้นแค้นอย่างแอฟริกา ก็มีสถาบันไมโครไฟแนนซ์จำนวนมากที่ไม่เพียงประสบความสำเร็จทางธุรกิจและสังคม แต่ยังสำเร็จเพราะคิดค้นนวัตกรรมทางการเงินมากมายที่ทำกำไร ขยายตลาด และน่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ดี เท่าที่ติดตามนโยบายรัฐไทยและทัศนะของนายธนาคารไทยมาหลายปี ผู้เขียนก็ยังไม่เห็นทั้งแนวนโยบายหรือวิสัยทัศน์ของธนาคารเอกชนที่จะตอบโจทย์ข้างต้นได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทัศนคติของนายธนาคาร ผู้ดำเนินนโยบาย นักการเมือง และนักอื่นๆ อีกหลายคนยังตั้งอยู่บนความเข้าใจผิดที่แพร่หลายและดูจะฝังรากลึกไม่น้อย ความเข้าใจผิดเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่ติดตามข้อมูลข่าวสารของวงการไมโครไฟแนนซ์ในต่างประเทศว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว และไม่สนใจจะค้นคว้าหาข้อมูลอย่างจริงจัง

ในฐานะนักการเงินที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับ “องค์กรการเงินฐานราก” (หมายถึงกลุ่มการเงินชุมชนต่างๆ ที่ชาวบ้านบริหารจัดการกันเอง ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบตั้งแต่กองทุนหมู่บ้าน สัจจะสะสมทรัพย์ สหกรณ์ออมทรัพย์ กลุ่มออมทรัพย์ ฯลฯ) มากว่า 6 ปี และยังอยากทำวิจัยในด้านนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผู้เขียนอยากรวบรวมความเข้าใจผิดบางข้อไว้ ณ ที่นี้

ความเข้าใจผิด #1 - ไมโครไฟแนนซ์ต้องคิดดอกเบี้ยแพงๆ ถึงจะมีกำไร

คำถามที่ว่า ดอกเบี้ยเท่าไร “แพงไป” เป็นปัญหาโลกแตกถ้ามองจากมุมของลูกหนี้ ลูกหนี้คนหนึ่งอาจบอกว่า ร้อยละ 50 แพงไป ถ้าร้อยละ 36 ต่อปีรับได้ อีกคนอาจบอกว่า ร้อยละ 15 ก็ว่าแพงแล้ว อีกคนอาจบ่นว่า อัตราดอกเบี้ยเท่าไรไม่สำคัญ แค่ยอดหนี้ที่ต้องชำระต่องวดน้อยๆ ยิ่งเป็นหลักสิบหรือร้อยบาทยิ่งดี ตัวเองจะได้มีกำลังจ่าย แค่นั้นก็พอใจแล้ว

จากมุมของเจ้าหนี้ วันนี้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของสถาบันไมโครไฟแนนซ์ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 35-36 ต่อปี ซึ่งก็ไม่ได้ “แพงลิบ” เท่ากับที่หลายคนเชื่อ ถ้าลองดูรายละเอียดของแต่ละประเทศจะพบความแตกต่างหลากหลายมาก ซึ่งก็สะท้อนบริบทที่แตกต่างกัน เช่น สถานการณ์เชิงนโยบาย (ธนาคารกลางกำหนดเพดานดอกเบี้ยหรือไม่ รัฐมีกลไกสนับสนุน (subsidize) หรือไม่ รัฐประกาศนโยบายยกหนี้เพื่อเรียกคะแนนนิยมหรือไม่ ฯลฯ) สภาพการแข่งขัน (ยิ่งมีคู่แข่งมาก สถาบันไมโครไฟแนนซ์ยิ่งต้องหาทางเอาชนะคู่แข่ง หาวิธีลดต้นทุนเพื่อจะได้ลดดอกเบี้ยแข่งได้ ฯลฯ) และปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย

เมื่อคำนึงว่าประโยชน์รากฐานที่สุดของบริการไมโครไฟแนนซ์ คือ การให้คนจนได้เข้าถึงบริการทางการเงินนอกเหนือจากเจ้าหนี้นอกระบบ (ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วคิดอัตราดอกเบี้ยมหาโหด) อัตราดอกเบี้ยไม่ว่าจะสูงเท่าไรก็น่าจะเป็นประโยชน์กับคนจนแล้ว ถ้าต่ำกว่าเจ้าหนี้นอกระบบ และมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าคนจนย้ายไปใช้บริการจริง

อย่างไรก็ตาม ความ “เจ๋ง” ของผู้ให้บริการไมโครไฟแนนซ์เองก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่า จะลดอัตราดอกเบี้ยลงได้เหลือเท่าไร เพราะถึงแม้ลูกหนี้ไมโครไฟแนนซ์จะมี “ความเสี่ยงสูง” กว่าลูกหนี้ธนาคารปกติ แต่ผู้ให้บริการเองก็ไม่จำเป็น (และไม่ควร) ใช้โมเดลธนาคารกระแสหลักในการให้บริการไมโครไฟแนนซ์

ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะให้เจ้าหน้าที่ธนาคารเงินเดือนหลักหมื่นไปย่ำต๊อกทวงหนี้คราวละไม่กี่สิบหรือร้อยบาทจากลูกค้าไมโครไฟแนนซ์ ก็สามารถใช้วิธีอื่นได้ เช่น ให้บริการธนาคารผ่านมือถือ (หลายปีก่อนผู้เขียนเคยเขียนถึง M-Pesa สุดยอดบริการธนาคารผ่านมือถือของ Vodafone ผู้ให้บริการโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่) การว่าจ้างเครือข่ายองค์กรการเงินฐานรากซึ่งมีอยู่มากมายเป็นแสนๆ องค์กรทั่วประเทศ มีแทบทุกหมู่บ้าน เป็น “ตัวแทน” ธนาคารในการทวงหนี้ ฯลฯ

ทั้งนี้ยังไม่นับมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับหลักประกันที่ส่งผลต่อการกำหนดดอกเบี้ยได้ เช่น การใช้แผงของแม่ค้าในตลาดสดหรือเสื้อวินมอเตอร์ไซค์เป็นหลักประกัน เพราะสินทรัพย์เหล่านี้มีมูลค่า แม้จะไม่ใช่สินทรัพย์ที่ธนาคารคุ้นเคยก็ตาม

ฉะนั้น จริงอยู่ว่าไมโครไฟแนนซ์ต้องคิดดอกเบี้ยแพงกว่าลูกค้าชั้นดี (ความเสี่ยงต่ำ) ของธนาคารกระแสหลัก เพราะลูกค้ามีความเสี่ยงมากกว่า แต่อัตราดอกเบี้ยไม่จำเป็นจะต้อง “แพงลิบ” ใกล้เคียงกับหนี้นอกระบบแต่อย่างใด

กล่าวโดยสรุป แทนที่จะโทษผู้มีรายได้น้อยว่ามีความเสี่ยงสูงเกินไป หรือโทษผู้กำกับอย่างธนาคารกลางว่ากำหนดเพดานดอกเบี้ยต่ำเกินไป (ถึงแม้ผู้เขียนเองจะเห็นว่าธนาคารกลางไม่ควรกำหนดเพดานดอกเบี้ยเลย เพื่อกระตุ้นการแข่งขัน) เป็นเหตุผลที่จะไม่เข้าตลาดไมโครไฟแนนซ์ นายธนาคารควรศึกษาหาข้อมูลเสียก่อน แล้วจะเห็นว่าตลาดนี้มีโอกาสทางธุรกิจมากกว่าที่คิด

ความคิดที่ว่าธุรกิจไมโครไฟแนนซ์จำเป็นจะต้องมีต้นทุนสูง จึงเป็นความเข้าใจผิดอีกข้อหนึ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ความเข้าใจผิดข้อนี้อีกทีหนึ่ง

ความเข้าใจผิด #2 - ไมโครไฟแนนซ์ต้องเสี่ยงกับอัตราหนี้เสียสูงมากจนไม่คุ้มทุน

ความเข้าใจผิดข้อนี้แก้ได้ง่ายๆ ด้วยการไปดูข้อเท็จจริงของสถาบันไมโครไฟแนนซ์จำนวนมากในโลก ทุกวันนี้อัตราหนี้เสียเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 4-5 ของยอดสินเชื่อทั้งหมด สูงกว่าธนาคารกระแสหลัก แต่ไม่สูงถึงขั้นจัดการไม่ได้หรือไม่คุ้มที่จะดำเนินธุรกิจ

ความเข้าใจผิด #3 - ไมโครไฟแนนซ์มีแต่เรื่องของสินเชื่อเท่านั้น

การเข้าถึงสินเชื่อในระบบเป็นประโยชน์ต่อคนจน แต่สินเชื่อขนาดจิ๋ว (หรือ “ไมโครเครดิต”) ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์อย่างเดียวของไมโครไฟแนนซ์ วันนี้สถาบันไมโครไฟแนนซ์จำนวนมากนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย ตั้งแต่สินเชื่อ เงินฝาก ประกัน (ซึ่งชาวบ้านที่ใช้บริการการเงินฐานรากจะคุ้นเคยในชื่อ “สวัสดิการ”) ฯลฯ อีกทั้งผลการวิจัยจำนวนไม่น้อยก็ชี้ว่า การให้บริการอื่นๆ นอกเหนือจากสินเชื่อ โดยเฉพาะเงินฝาก เป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของสถาบันไมโครไฟแนนซ์หลายแห่ง เพราะนอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของคนจนแล้ว ยังช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงของเจ้าหนี้เองด้วย

ยกตัวอย่างเช่น สถาบันไมโครไฟแนนซ์หลายแห่ง “กัน” ยอดสินเชื่อส่วนหนึ่งที่ลูกหนี้มากู้ (เช่น ร้อยละ 5) ไว้เป็นเงินฝากกับสถาบัน พร้อมทั้งกำหนดให้ลูกหนี้มาฝากเงินอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาเครดิตและเพดานกู้เงินของตัวเอง เงื่อนไขนี้นอกจากสถาบันจะลดความเสี่ยงของตัวเองได้แล้ว (เพราะความสม่ำเสมอของการฝากเงินช่วยบ่งชี้ระดับความเป็น “ลูกหนี้ที่ดี” ได้ อีกทั้งเงินฝากก็ใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ได้) ฝ่ายลูกหนี้ก็จะมีวินัยทางการเงินมากขึ้น มีเงินออมสำหรับใช้ในระยะยาวมากขึ้นอีกด้วย

ความเข้าใจผิด #4 - ไมโครไฟแนนซ์ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของเอ็นจีโอหรือธนาคารของรัฐเท่านั้น เพราะมีเป้าหมายช่วยคนจน เอกชนทำไปก็ไม่คุ้มเพราะต้องเน้นกำไรสูงสุดเป็นหลัก

นายธนาคารไทยจำนวนมาก (และที่จริงก็รวมต่างชาติด้วย) ยังปักใจเชื่อว่าไมโครไฟแนนซ์เป็นเรื่องของเอ็นจีโอ รัฐ หรืออย่างมากก็สถาบันการเงินที่เป็น “ธุรกิจเพื่อสังคม” เท่านั้น เพราะพุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นหลักให้เข้าถึงบริการทางการเงิน พูดง่ายๆ คือมีพันธกิจทางสังคม ไม่มีทางสอดคล้องกับเป้าหมาย “ทำกำไรสูงสุด” ของธนาคารกระแสหลักได้

ถ้าจะทลายความเข้าใจผิดข้อนี้ เราจะต้องชี้ให้เห็น “โอกาสทางธุรกิจ” ของการจับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในแต่ละประเทศ อธิบายรวมๆ ในเชิงหลักการไม่ได้

โปรดติดตามเรื่อง “โอกาสทางธุรกิจของตลาดไมโครไฟแนนซ์ในไทย” ในตอนต่อไป