เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า คณะทำงานร่วมสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
หรือ ป.ป.ช. ในคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีตกเป็นผู้ต้องหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้ง โครงการรับจำนำข้าวที่มีการทุจริต จะประชุมหาข้อสรุปว่าจะส่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือไม่ ในวันที่ 25 ธ.ค.นี้แล้ว หลังจากมีการประชุมกันมาหลายรอบก็ยังหาข้อสรุปในประเด็นที่เห็นขัดแย้งกันไม่ได้
เรื่องนี้ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ยืนยันมาตลอดว่า สำนวนมีความสมบูรณ์แล้ว และมีความมั่นใจ ว่ามีข้อมูลพยานหลักฐานและเอกสารครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องสอบพยานเพิ่มเติมอีกแล้ว แต่ฝ่ายอัยการสูงสุดกลับมองว่า ยังมีบางประเด็นที่น่าจะมีการสอบพยานเพิ่มเติมอีก โดยก่อนหน้านั้นฝ่ายกฎหมายและทีมทนายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้พยายามเสนอต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอนำพยาน 8 ปากเข้าชี้แจงแต่ถูก ป.ป.ช. ปฏิเสธและอ้างว่าไม่จำเป็นต้องสอบพยานเพิ่มเติม เนื่องจากมีข้อมูลพยานหลักฐานและเอกสารเพียงพอแล้ว
นอกจากนั้น อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยังเคยตั้งข้อสังเกตกระบวนการตรวจสอบของป.ป.ช. ใน 6 ข้อ ได้แก่ 1) กระบวนการยุติธรรมเป็นไปตามหลักนิติธรรมสากลหรือไม่ เพราะมองว่าพิจารณาอย่างเร่งรีบ รวบรัด เพียง 21 วัน ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่เคยปฏิบัติกับคดีอื่นๆ 2) การปฏิบัติของ ป.ป.ช.เมื่อเทียบกับคดีอื่นๆ เห็นว่าคดีนี้มีพฤติการณ์รวบรัดเป็นกรณีพิเศษ เลือกรับฟังพยานที่เป็นปฏิปักษ์ 3) นโยบายรับจำนำข้าวเป็นนโยบายระดับประเทศ นายกฯเป็นเพียงผู้กำกับดูแลเท่านั้น แต่ในข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.กลับฟังความข้างเดียว 4) ป.ป.ช.เคยแถลงว่าคดีเรื่องระบายข้าวไม่เกี่ยวกับนายกฯ แต่ในข้อวินิจฉัยกลับนำข้อเท็จจริงคดีระบายข้าวมาชี้มูลความผิดด้วย 5) ที่ผ่านมาได้พยายามชี้แจงให้ ป.ป.ช.ไต่สวนและสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่ ป.ป.ช. ปฏิเสธมาตลอดและ 6) การกล่าวหาและการไต่สวนของ ป.ป.ช. นำพยานหลักฐานและพยานที่เป็นปฏิปักษ์ และเลือกที่จะรับฟังพยานหลักฐาน แต่ข้อสังเกตดังกล่าวของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ก็ไม่ได้รับความสนใจจากป.ป.ช.
จนที่สุดเมื่อ ป.ป.ช. ไต่สวนเสร็จ ก็ได้ตั้งคณะทำงานร่วมกับฝ่ายอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาสำนวนพยานหลักฐานและข้อมูลให้สมบูรณ์ว่าจะส่งฟ้องหรือไม่ แต่ปรากฏว่า มีการประชุมร่วมกันมาถึง 3 ครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าจะส่งฟ้องหรือไม่ ถึงขั้นที่ฝ่าย ป.ป.ช. ออกมายืนยันว่ามีข้อมูลพยานหลักฐานสมบูรณ์แล้ว และพร้อมจะเดินหน้ายื่นฟ้องด้วยตัวเอง โดยเชื่อมั่นว่ามีอำนาจสามารถดำเนินการได้เอง
หากทางอัยการสูงสุดไม่ดำเนินการส่งฟ้อง เพราะป.ป.ช.มองว่าคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เป็นคดีใหญ่ที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศจำนวนมหาศาล หรือกว่า 8 แสนล้านบาทขณะที่เกษตรกรก็ไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าวมากเท่ากับจำนวนเงินที่รัฐต้องสูญเสียไป และยังทำให้ประเทศมีหนี้สาธารณะเกิดขึ้นจำนวนมาก จนอาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังของประเทศ
ดังนั้นจึงน่าจับตาว่า การประชุมวันที่ 25 ธ.ค.นี้ ซึ่งเป็นการประชุมของคณะทำงานร่วมครั้งที่ 4 จะสามารถหาบทสรุปว่าจะส่งฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้หรือไม่ สังคมกำลังเฝ้ามองว่าผลจะออกมาอย่างไร .. จะหาคนผิดมาลงโทษ ทดแทนความเสียหายของประเทศหลายแสนล้านได้หรือไม่น่าจับตาอย่างยิ่ง






