ถนนเศรษฐกิจโลก ณ ปลายปี 2014 ต่อเนื่องไปปี 2015 นั้น แม้มีแนวโน้มที่จะสดใสขึ้น
หากเปรียบเทียบเศรษฐกิจเป็นดั่งรถยนต์ที่พุ่งไปข้างหน้าแล้วนั้น หน้าที่ของนักเศรษฐศาสตร์คือเป็นดั่งแสงไฟส่องหน้ารถ โดยเมื่อพิจารณาภาพรวมแล้ว ถนนเศรษฐกิจโลก ณ ปลายปี 2014 ต่อเนื่องไปปี 2015 นั้น แม้มีแนวโน้มที่จะสดใสขึ้น อันเป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ แนวโน้มการอัดฉีดภาคการเงินของยุโรป ญี่ปุ่น และจีน รวมทั้งราคาน้ำมันที่ลดลงซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ถนนเส้นนี้ก็ยังเต็มด้วยหลุมบ่อแห่งความเสี่ยง โดยผู้เขียนขออนุญาตสรุปความเสี่ยงเป็น 6 ประการ ดังนี้
ประการแรก ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ถูกลงกว่า 40% จากปีก่อน อันเป็นผลจากสงครามราคาระหว่าง OPEC และสหรัฐ ซึ่งราคาที่ถูกจะเป็นความเสี่ยงทั้งในแง่บวกและลบ โดยผู้เขียนมองว่า ราคาน้ำมันดิบจะยังคงอยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ไปอย่างน้อยในครึ่งปีแรก (และอาจจะลดลงไปแตะ 40-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลด้วยซ้ำ) ก่อนจะเริ่มปรับขึ้นไปอยู่ระดับ 80 ดอลลาร์ในครึ่งปีหลัง หลังจากผู้ผลิต Shale Oil ในสหรัฐบางส่วนเริ่มปิดกิจการไป ขณะที่ความต้องการน้ำมันเริ่มเพิ่มขึ้นหลังน้ำมันโดยเฉพาะจากประเทศผู้บริโภคน้ำมันที่จะได้ประโยชน์จากราคาที่ลดลง นอกจากนั้น เงินเฟ้อที่ลดลงจากราคาน้ำมันถูกทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ มีช่องทางจะลดดอกเบี้ยได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันถูกมีความเสี่ยงแง่ลบดังนี้ หนึ่ง อาจดึงให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ลดลงไปด้วย โดยเฉพาะธัญพืชที่ใช้ผลิตพลังงานชีวภาพ (Bio-fuel) ต่าง ๆ กระทบต่อประเทศผู้ส่งออกสินค้าเหล่านั้น สอง เงินเฟ้อต่ำอาจนำไปสู่ภาวะเงินฝืด และดึงให้เศรษฐกิจโดยรวมตกต่ำลงโดยเฉพาะในยุโรป สาม จากความเสี่ยงในหุ้นกู้สหรัฐ อันเป็นผลจากการที่บริษัท Shale Oil ที่ออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนจำนวนมากล้มละลายและอาจลุกลามไปยังตลาดหุ้นกู้โดยรวม และสี่ ความเสี่ยงจากประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นผู้ผลิตน้ำมัน เช่น รัสเซีย และเวเนซุเอลา ที่เศรษฐกิจอาจหดตัวรุนแรงหากราคายังตกต่ำเช่นนี้
ประการที่สอง ความเสี่ยงจากการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ โดยเป็นไปได้สูงที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะขึ้นดอกเบี้ย ณ กลางปีหน้า หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจโดยเฉพาะตลาดแรงงานสหรัฐฟื้นตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารกลางอื่น ๆ มีแนวโน้มที่จะยังคงการอัดฉีดต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอีกมาก และจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินของประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ ให้อ่อนค่าลง โดยเฉพาะค่าเงินเอเชีย (รวมทั้งไทย)
ประการที่สาม ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยในช่วงที่ผ่านมา นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อดึงเงินเฟ้อให้สูงขึ้นของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ที่มีชื่อว่าธนู 3 ดอกนั้น ได้รับดอกผลหลักจากธนูดอกที่หนึ่ง อันได้แก่ การอัดฉีดเม็ดเงินเดือนละ 7-8 ล้านล้านเยน ที่ทำให้เงินเยนอ่อนค่าลงมาก ขณะที่ธนูดอกที่สองและสาม อันได้แก่ การผ่อนคลายด้านการคลัง รวมถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ ยังไม่เห็นผลเท่าใดนัก
และในช่วงเดือนที่ผ่านมา การที่ตลาดการเงินโลกผันผวนนั้นกลับทำให้เงินเยนมีทิศทางแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง ซึ่งหากเงินเยนแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง อาจกระทบต่อการส่งออกของญี่ปุ่น รวมทั้งผลประกอบการของบริษัทญี่ปุ่นและส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมได้
ประการที่สี่ ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจยุโรป ที่ในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอันเป็นผลจากมาตรการรัดเข็มขัดภาคการคลังอันเข้มงวด โดยในปีที่ผ่านมาธนาคารกลางยุโรป (ECB) ออกมาตรการพิเศษแล้ว 3 ประการ คือ หนึ่ง การลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจนติดลบ สอง การปล่อยสินเชื่อพิเศษดอกเบี้ยต่ำมากให้ธนาคารพาณิชย์ (TLTRO) และ สาม การเข้าซื้อตราสารทางการเงินของเอกชนกว่า 2 แสนล้านยูโรในช่วงไตรมาสสุดท้าย (Private QE)
แต่มาตรการทั้งหลายก็มิได้ทำให้เศรษฐกิจยุโรปกระเตื้องขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เป็นไปได้ที่ ECB จะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยตรง (Public or Sovereign QE) ในต้นปี 2015 ซึ่งมาตรการเหล่านี้ เป็นการแก้ที่ผิดจุด เนื่องจากในปัจจุบันสิ่งที่ยุโรปต้องการคือมาตรการการคลังและการปฏิรูปเศรษฐกิจ (แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากนักการเมืองไม่อนุญาต) ทำให้เป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจยุโรปอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีหน้า
ประการที่ห้า ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจจีน โดยที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนตกต่ำเกินคาด อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจ จากการใช้แรงงานและทรัพยากรราคาถูก มาสู่เศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาการผลิตขั้นสูงและภาคบริการมากขึ้น นอกจากนั้น ผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ก็เป็นส่วนทำให้ฟองสบู่ภาคอสังหาฯ ภาคเหมืองแร่ และภาคการเงินแตกลงในปัจจุบัน
ที่ผ่านมาทางการจีนแก้ปัญหาด้วยการลดดอกเบี้ยและเร่งการลงทุนภาครัฐ แต่ก็มิได้ทำให้เศรษฐกิจจีนกระเตื้องขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นไปได้ว่าในปีหน้า จีนอาจชะลอรุนแรงจนทำให้ทางการต้องลดดอกเบี้ยรวมถึงผลักให้ค่าเงินอ่อนลงเพื่อกระตุ้นการส่งออก แต่หากไม่สำเร็จ เศรษฐกิจจีนอาจเข้าสู่ภาวะ Hard Landing ได้
ประการสุดท้าย ได้แก่ ความเสี่ยงจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น ปัญหาภัยธรรมชาติ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงภูมิรัฐศาสตร์อื่น ๆ โดยในปัจจุบันมีสัญญาณเตือนถึงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้หลายประการ เช่น ดัชนีที่ใช้ชี้วัดปรากฏการณ์ El Nino ส่งสัญญาณเตือนถึงโอกาสที่จะเกิดภาวะภัยแล้งในแถบทะเลใต้ใน 5 เดือนข้างหน้า นอกจากนั้น ภัยจากองค์การก่อการร้ายใหม่ ๆ ก็มีความถี่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนได้ทุกเมื่อ
แม้ 2015 จะเป็นปีที่ยังเต็มด้วยความเสี่ยง แต่แสงไฟเบื้องหน้าก็พอจะสาดส่องให้เห็นถึงหลุมบ่อต่าง ๆ เป็นหน้าที่ของผู้ขับขี่ที่จะระมัดระวังปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้น เพื่อที่จะได้ถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย






