ในขณะที่แวดวงการเงินของไทยยังถกเถียงกัน ในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แพ่งและพาณิชย์
ว่าด้วยการค้ำประกันและจดจำนอง ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ผ่านร่างออกมาชนิดที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ยังไม่รู้ตัว จนเกิดความกังวลถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจในระดับชาติ
เวลาเดียวกันนี้เองยังมีข่าวเล็ก ๆ 2 ข่าวที่ในสังคมอย่างคุณครูทั้งที่เชียงใหม่และอำนาจเจริญผูกคอตาย เพราะเครียดจากหนี้ไปค้ำประกันให้เพื่อนครูด้วยกัน เป็นความจริงที่ว่าธนาคารพาณิชย์หรือบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายอาจใช้สิทธิในการตามหนี้แบบที่เรียกว่ามักง่ายเกินไป คือตามลูกหนี้ไม่ได้ก็ไปบีบคั้นจากผู้ค้ำประกัน เพราะที่ผ่านมาผู้ค้ำประกันมีสถานะไม่ต่างจากลูกหนี้ เพราะต้องรับผิดชอบหนี้หากลูกหนี้ตัวจริงหายหน้าหนีหนี้ไป
มองในมุมนั้นแล้วข้อดีของ พ.ร.บ.ค้ำประกัน จึงมีอยู่มากเพราะในอดีต ผู้ค้ำอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าหนี้ที่ไปค้ำเอาไว้พอกพูนมากขึ้น เพราะไม่มีการกำหนดวงเงินและเวลาค้ำประกันหนี้ที่ชัดเจน จนกระทั่งวันที่ลูกหนี้หนีหาย จึงได้หงายหลังตึง แต่กฎหมายใหม่นี้ จะกำหนดถึงหนี้ที่ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดชอบให้ชัดเจน และหากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ต้องแจ้งให้ผู้ค้ำประกันเป็นหนังสือภายใน 60 วัน และกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องไล่เก็บหนี้จากลูกหนี้ตัวจริงก่อนที่จะมาถึงตัวผู้ค้ำประกัน ถือเป็นการจัดระเบียบการติดตามหนี้ของเจ้าหนี้ให้ถูกต้องมากขึ้น
ในแง่เจ้าหนี้แล้วการค้ำประกันเป็นฟันเฟืองหนึ่ง ที่ทำให้กระบวนการสินเชื่อเดินต่อไปได้ กฎหมายใหม่ที่ออกมา ทำให้น้ำหนักของผู้ค้ำประกันลดลง เพราะไม่สามารถเรียกความรับผิดชอบจากผู้ค้ำประกันได้ ทำให้เจ้าหนี้มองว่าลูกหนี้มีความเสี่ยงมากขึ้น จะต้องหาทางลดความเสี่ยง เช่น เรียกหลักประกันเพิ่ม ซึ่งแน่นอนว่ากระทบกับเอสเอ็มอีที่ยังไม่มีทรัพย์สินมากพอ การตัดน้ำหนักของผู้ค้ำประกันออกไป เท่ากับตัดฟันเฟืองในระบบเศรษฐกิจออกไปตัวหนึ่งก็ว่าได้
คงไม่ต้องห่วงว่ากฎหมายใหม่จะทำให้แบงก์ปล่อยกู้ไม่ได้ เพราะธุรกิจย่อมปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้เสมอ เมื่อกฎหมายเปลี่ยน กระบวนการให้สินเชื่อก็เปลี่ยนไปผู้ค้ำประกันที่ค้ำเพื่อต้องการร่วมชำระหนี้ เช่น กรณีเจ้าของกิจการค้ำประกันหนี้ให้กับบริษัทตัวเอง แบงก์ก็จะปรับให้เจ้าของกิจการเข้ามาร่วมรับผิดชอบในหนี้ด้วยการเป็นลูกหนี้ร่วมไปเสียเลย
ล่าสุดสมาคมธนาคารไทยได้ทำหนังสือไปยังธปท.เพื่อเสนอให้ปรับแก้เนื้อหาบางประการของ พ.ร.บ.ดังกล่าว ใน 2 ประเด็นหลักคือ การดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ได้ โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากผู้ค้ำประกัน และในการขายทอดหลักประกันให้ธนาคารดำเนินการผ่านกรมบังคับคดี
การปรับแก้แค่ 2 ประเด็นฟังดูแล้วเหมือนจะมีผลกระทบไม่มากอย่างกระแสข่าวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่อุปสรรคที่แบงก์เห็นมีมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป เพราะการค้ำประกันไม่ได้มีแค่ในลูกค้ารายย่อยหรือเอสเอ็มอีเท่านั้น แต่ในระดับชาติเอง รัฐบาลและสถาบันการเงินก็ถือเป็นผู้ค้ำประกันรายใหญ่เช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่นการประมูลพันธบัตรของการรถไฟที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน เมื่อผู้ค้ำประกันมีน้ำหนักน้อยลง ดอกเบี้ยที่จะประมูลพันธบัตรดังกล่าวจะอิงตามความเสี่ยงของการรถไฟ ซึ่งแน่นอนว่าสูงกว่าดอกเบี้ยของกระทรวงการคลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่เพราะแบงก์ถูกสังคมฟันธงไปแล้วว่าเป็นจำเลย หากจะยื่นข้อเสนอเพื่อลดอุปสรรคต่างๆ มากเกินไปอาจจะถูกสังคมประณามได้อีก จึงเลือกแค่ประเด็นหลักที่เป็นการปลดล็อกระบบการเงินให้เดินหน้าต่อไปได้ คงต้องถามภาครัฐว่ายอมที่จะจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพียงเพราะพิจารณากฎหมายอย่างไม่รอบด้านเช่นนั้นหรือ







