ภาวะกระหน่ำเทขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยในวันจันทร์ที่ผ่านมาที่เรียกกันว่าเป็นแบล็กมันเดย์อีกรอบหนึ่ง
ที่เคลื่อนไหวในแดนลบตลอดทั้งวัน โดยตกดิ่งลึกสุด 139 จุดในระหว่างวันลงไปแตะจุดต่ำสุด 1,375.99 จุด หรือติดลบมากสุด 138.96 จุด จนถึงเวลา 15.30 น แต่หลังจากนั้นมีแรงซื้อดันดัชนีขึ้นมาปิดที่ 1,478.49 จุด ลดลง 36.46 จุด หรือ -2.41% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายสูงสุด 102,662.94 ล้านบาท ทำสถิติใหม่ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ทั้งนี้ ต่างชาติขายสุทธิ 4,194.57 ล้านบาท กองทุนขายสุทธิ 829.28 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 2,560.91 ล้านบาท รายย่อยซื้อสุทธิ 7,584.76 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ 13,615,165.72 ล้านบาท นับเป็นการตกติดต่อกันของตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นเวลา 6 วันทำการนับตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. เป็นต้นมาจนถึงวันอังคารที่ 16 ธ.ค. นี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดลงไปเกือบ 150 จุด มูลค่าของตลาดที่เสียหายไปมากกว่า 1 ล้านล้านบาท
แม้จะมีการออกมาชี้แจงโดยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ว่าสาเหตุการตกของตลาดหลักทรัพย์เกิดจากการลดลงอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ทำให้ตลาดหุ้นตกต่ำทั่วโลก(แต่ตลาดภูมิภาคเอเชียลดลงเพียง 1-2%) แต่ตลาดหุ้นไทยที่ตกดิ่งมากถึงเกือบ 10% นี้มากกว่าการตกของตลาดหุ้นทั่วโลก แต่ตลาดไทยได้ถูกซ้ำเติมด้วยข่าวลือที่ไม่เป็นมงคลของผู้ประสงค์ร้ายต่อประเทศชาติและทำลายตลาดหลักทรัพย์ที่ทุกฝ่ายต้องการให้ตลาดหลักทรัพย์เป็นแหล่งระดมทุนสำหรับผู้ประกอบการ และเป็นแหล่งการลงทุนของประชาชน ไม่ใช่บ่อนการพนันที่เป็นแหล่งแสวงหารายได้ของนักเก็งกำไร ที่ทำทุกทาง ซึ่งในกรณีนี้คือ การทุบหุ้นลงเพื่อการช้อนซ้อนซื้อหุ้นในราคาถูก เพื่อแสวงหากำไรบนความทุกข์ยากของนักลงทุนรายย่อยในประเทศที่ถูกตราหน้าว่าเป็นแมงเม่าที่จะต้องถูกเผาไหม้และตายก่อนเพื่อนเพราะเงินสายป่านไม่ยาว และไม่มีกำลังเงินเหลือสำหรับการเข้าไปช้อนซื้อหุ้น
เราจะเห็นสถานการณ์ที่ผู้ลงทุนรายย่อยต้องบาดเจ็บและสูญเสียเงินในตลาดหลักทรัพย์ไทยครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะที่ตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงานกำกับได้พยายามที่จะชักจูงให้ประชาชนได้เข้ามาทำการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ผู้ลงทุนรายย่อยเหล่านี้ไม่เคยได้รับการป้องกันจากการเอาเปรียบของนักลงทุนรายใหญ่ที่เป็นนักลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนสถาบัน
ตลาดหุ้นที่ตกลงอย่างฮวบฮาบนี้ เกิดขึ้นโดยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่การส่งออกและการท่องเที่ยวเริ่มมีสัญญาณกระเตื้องดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นสำคัญที่เศรษฐกิจมหาอำนาจส่วนใหญ่โดยเฉพาะจีน สหภาพยุโรปและจีนเติบโตต่ำกว่าเป้าหมาย ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงมากกว่าร้อยละ 40 ที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดิ่งลงมาจากระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาเรล ลงมาอยู่ที่ระดับ 60 ดอลลาร์ต่อบาเรล ในปัจจุบันจะด้วยปัจจัยอะไรก็ตาม น่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยโดยรวมเพราะทำให้ต้นทุนทางด้านพลังงานลดลงและทำให้ค่าครองชีพของประชาชนลดลง ตัวอย่างเช่น ค่าขนส่งโดยสาร ไม่ว่ารถยนต์ เครื่องบิน และเรือต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีค่าไฟฟ้า ซึ่งในกรณีของประเทศไทยที่ค่าไฟฟ้าแปรผันที่เรียกว่าค่า “FT” ที่เคยเห็นแต่มีการปรับขึ้นมาโดยตลอดสมควรที่จะมีการปรับลดลงได้แล้วหรือยัง หากต้นทุนค่าขนส่งและค่าไฟฟ้าลดลงแล้ว ก็น่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการลดลง มีกำไรเพิ่มขึ้น และสำหรับประชาชนแล้วก็มีเงินเหลือ ซึ่งการตกต่ำของราคาน้ำมันดิบน่าจะทำให้ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันจะได้รับผลประโยชน์ แต่สำหรับประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมัน เช่นประเทศในตะวันออกกลาง หรือ รัสเซีย เป็นประเทศที่เสียประโยชน์จากรายได้การส่งออกน้ำมันที่ลดลง
การตกต่ำของตลาดหุ้นไทยนั้นเกิดจากมูลค่าของหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีมีสัดส่วนในตลาดที่สูงดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันลดลงจึงทำให้มีผลประกอบการลดลงหรือขาดทุน จึงทำให้หุ้นกลุ่มนี้ฉุดให้ตลาดลดลงแต่ไม่น่าจะตกดิ่งในวันเดียวถึง 139 จุดแต่ถูกซ้ำเติมด้วยข่าวลือไม่เป็นมงคลของบางคนและคนบางกลุ่มแสดงความห่วงใยประเทศด้วยการออกมาเตือนด้วยเกรงว่าจะมีการปฏิวัติซ้ำ/ปฏิบัติซ้อนจนทำให้ตลาดหุ้นดำดิ่งลง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น รัฐบาล ตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. จะต้องดำเนินการหาตัวผู้ออกมาปล่อยข่าวลือในการป่วนตลาดมาดำเนินคดี เพราะเป็นการทำลายความมั่นคงทางการเงินของประเทศและบั่นทอนความเชื่อถือความเชื่อมั่นต่อตลาดหลักทรัพย์ ในขณะเดียวกันประชาชนเองก็ต้องมีความมั่นคง ใช้วิจารณญาณในการวิเคราะห์และกลั่นกรองข่าวลือต่างๆ ที่เข้ามา และอย่าได้เป็นกระต่ายตื่นตูมจนตกเป็นเป็นเครื่องมือของผู้อื่น อย่าได้ตกเป็นแมงเม่าที่ถูกไฟเผาไหม้ได้ง่ายด้วยข่าวลือ การตามแห่นั้นท่านจะเป็นผู้เสียเปรียบผู้ที่สร้างข่าวลือเพราะเขาจะเป็นผู้กำหนดเกมส์ที่เล่น






