นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาเรื่อง "การปฏิรูปสังคม สร้างสัมมาชีพชุมชน"
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ในช่วงระหว่างการปฏิรูปประเทศกำลังขับเคลื่อนกันไปอย่างช้าๆ ซึ่งดูเหมือนว่านายสมคิดจะตั้งความหวังเอาไว้กับ"ภาคประชาชน"อย่างมากในการปฏิรูปประเทศ โดยยอมรับว่าจากบทบาทเข้าไปดูแลงานด้านเศรษฐกิจในช่วงเข้าสู่การเมืองนั้น ปัญหาอยู่ที่ความจริงจังต่อการปฏิรูปของบรรดาผู้นำทางการเมือง ไม่ใช่ปัญหาว่ายังไม่รู้ว่าจะปฏิรูปในเรื่องใด
นายสมคิดยังมองว่าขณะนี้เรามีพลังประชาชนทั่วประเทศพร้อมให้การสนับสนุน เนื่องจากที่ผ่านมา มีกระแสต้องการปฏิรูปกันมาอย่างต่อเนื่องและมานานหลายสิบปี แต่ปัญหาอยู่ที่การปฏิบัติ ประเด็นท้าทายจึงอยู่ที่ "จะตั้งโจทย์อย่างไร เมื่อคอร์รัปชันมี การเมืองยังเลว อย่าหวังจะทำได้" โดยนายสมคิดเสนอให้มีการสร้าง"เครือข่าย" และ "สร้างการเชื่อมโยงให้ดี หากระดับรากหญ้าเข้มแข็ง จะเป็นพลังที่บริสุทธิ์ จะไม่มีใครปลุกปั่นเราได้เลย" และ "ต้องทำอย่างประณีตเหมือนกับการทอดปลา ต้องค่อยทำในแต่ละจุดอย่างทั่วถึง"
อันที่จริง ข้อเสนอและการวิพากษ์วิจารณ์ของนายสมคิดต่อกระบวนการทางการเมือง แทบจะไม่มีอะไรแปลกใหม่สำหรับสังคมไทย เราเชื่อว่าใครก็ตามที่ทำงานทางสังคมมานานก็ตระหนักถึงประเด็นเหล่านี้เช่นเดียวกัน แต่ประเด็นสำคัญและถือว่าเป็นสิ่งท้าทายของคนไทย รวมทั้งผู้นำทางการเมืองในปัจจุบันคือ "การปฏิบัติ" และ "ความต่อเนื่อง" เพราะกระบวนการปฏิรูปนั้นหลายคนก็ยอมว่าไม่ใช่เรื่องจะทำแค่ 1-2 ปีแล้วจะประสบความสำเร็จ จึงเป็นคำถามว่าจะทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรให้เป็นรูปธรรม
ขณะนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเสนอต่างๆเพื่อดำเนินการปฏิรูป โดยแนวคิดส่วนหนึ่งจะมีการนำไปใช้ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากพิจารณาข้อเสนอทั้งหมดล้วนแต่มุ่งไปที่การ"จัดการ"อำนาจทางการเมือง จึงมุ่งไปที่เรื่องของที่มานายกรัฐมนตรี บทบาทของนักการเมือง รวมทั้งการควบคุมการทำงานของนักการเมือง นับว่าเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงและถกเถียงกันมากที่สุด ประหนึ่งว่าหากปฏิรูปในเรื่องการจัดสรรอำนาจทางการเมืองเรียบร้อย จะทำให้การปฏิรูปสำเร็จลงได้
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปทางการเมืองที่ว่านั้นอาจมีความจำเป็นในระยะเร่งด่วน เพราะที่ผ่านมา การเมืองมีปัญหาอย่างมากในหลายด้านจนทำให้การเมืองเข้าสู่วิกฤติจนถึงทุกวันนี้ แต่ประเด็นที่นายสมคิด หรือ องค์กรภาคเอกชนอื่นๆ อย่างเช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เห็นว่าการปฏิรูปประเทศจะสำเร็จได้ ต้องสร้างเครือข่ายของประชาชน กล่าวคือสร้างให้ภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง ซึ่งที่ผ่านมา สสส.ก็พยายามทำและปรากฏให้เห็นในหลายพื้นที่ว่าหากทำให้ประชาชนเข้มแข็งแล้วในที่สุดสังคมจะเข้มแข็งอย่างไร
เราเห็นว่าในช่วงเวลานี้ จะเริ่มเข้าสู่การร่างกฎกติกาการปฏิรูปขึ้นมาและจะมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ เราหวังว่าหลังจากที่มีการถกเถียงในเรื่องของอำนาจทางการเมืองแล้ว ควรจะถกเถียงเรื่องการสร้างเครือข่ายประชาชนและสร้างชุมชนประชาชนให้เกิดความเข้มแข็งขึ้นมาอย่างไร เราเชื่อว่าหากการปฏิรูปจะประสบความสำเร็จลงได้ก็ด้วยพลังงานจากภาคประชาชนที่แท้จริง หากไม่แล้วก็เป็นเพียงการปฏิรูปแต่ในนาม เมื่อการเมืองเปลี่ยนทุกอย่างก็เปลี่ยนเหมือนที่ผ่านมา การปฏิรูปประเทศก็กลายเป็นเรื่องมีไว้พูดโอ้อวดทางปัญญาเท่านั้น






