นับตั้งแต่วันแรกของปี 2558 ยังคงต้องลุ้นระทึกว่า จะเป็นอีกหนึ่งปีที่เกิดปัญหาในตลาดเงินโลกรอบใหม่หรือไม่
เนื่องจากความหวั่นไหวในวิกฤตหนี้ต่างประเทศของรัสเซีย จะลุกลามในวงกว้างรอบใหม่หรือไม่ ทั้งนี้ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังยอมรับว่า ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยที่ต้องติดตามในปีหน้าค่อนข้างเป็นห่วง ความผันผวนของนโยบายการเงินโลกที่มีความแตกต่างกัน และที่ห่วงมากสุด คือ ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติหนี้ต่างประเทศในรัสเซีย โดยที่เศรษฐกิจรัสเซียต้องพึ่งพิงการส่งออกน้ำมันมาก การที่ราคาน้ำมันปรับลดลงจึงไม่เป็นผลดีต่อรัสเซียนัก ท่ามกลางบรรยากาศที่โดนแซงชั่นจากซีกโลกตะวันตก ที่นำโดยสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรนาโต้ ซึ่งในปีหน้านี้รัสเซียมีหนี้ที่จะครบกำหนดชำระจำนวนมาก
ประเด็นสำคัญ คือ กลุ่มธนาคารในยุโรปและสหรัฐยังเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของรัสเซียด้วย ดังนั้นรัสเซียอาจเป็นประเด็นใหม่ที่ทำให้ตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกผันผวนในปีหน้าได้ ซึ่งในปีหน้าคนที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน ควรต้องระวังความผันผวนในส่วนนี้ให้มากด้วย ทั้งนี้รัสเซียมียอดหนี้ต่างประเทศ ณ ไตรมาสสามของปีนี้อยู่ที่ 6.78 แสนล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้นจากยอดหนี้เฉลี่ยในปี 2556 ที่ 6.56 แสนล้านดอลลาร์ แต่ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 7.32 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้ว ขณะที่มีฐานะทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศล่าสุดอยู่ที่ 3.75แสนล้านดอลลาร์ ทำให้ฐานะหนี้ต่างประเทศต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) เท่ากับ 181% ในจำนวนนี้เป็นสัดส่วนหนี้ต่างประเทศของรัฐบาล 56% และเอกชน 44%
โดยที่ในรอบปี 2557 รัสเซียต้องประสบปัญหาเข้าขั้นวิกฤติจากกระแสเงินทุน ที่เป็นเงินตราต่างประเทศไหลออกอย่างรุนแรงหรือ Capital Flight ถึง 1.4แสนล้านดอลลาร์หลังจากที่เงินรูเบิลอ่อนค่าแตะ 57 รูเบิลจากระดับ 33 รูเบิลในเดือนมกราคมอ่อนค่าลงถึง 72% นอกจากนี้รัสเซียอาจต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหนักหน่วงทางการคลัง เพราะงบประมาณรายจ่ายประจำปีราวครึ่งหนึ่ง ต้องพึ่งพาเงินรายได้จากการขายน้ำมันซึ่งมีการผลิตได้วันละ 10.96 ล้านบาร์เรล แต่เนื่องจากราคาน้ำมันโลกได้ดิ่งลงอย่างรวดเร็วกว่า 40% จากราคาที่ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ในช่วงกลางปี หลุดลงต่ำที่ 59 ดอลลาร์ย่อมทำให้เกิดภาวะขาดทุนเหตุ ณ ราคาที่ต่ำกว่า 70 ดอลลาร์จะไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจรัสเซียในขณะนี้ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะไม่เติบโต รวมถึงอัตราเติบโตติดลบ 0.7% ในปี 2558
ถือว่าเป็นการจมดิ่งลงอย่างรวดเร็ว จากที่เคยมีอัตราการเติบโตเศรษฐกิจที่ 4.26% ในปี2556 ล่าสุดรัสเซียประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก 1% เป็น 10.5% ในช่วงเวลาที่ห่างกันไม่ถึงสองสัปดาห์เพื่อสกัดกั้นการไหลออกของเงินทุน หรือCapital Control และควบคุมการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อที่ 9.1% รัสเซียวันนี้กำลังเสี่ยงต่อการตกหน้าผาสูงชันคล้ายกับวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2541 ที่ตามหลังการเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งของไทยเมื่อปี 2540 ดังนั้นผลกระทบถึงประเทศไทยนั้น ต้องจับตาและเตรียมมาตรการไว้รองรับ ในขณะที่ภาพรวมจีดีพีของไทยในปีนี้จะขยายตัวไม่ถึง 1% เพราะความเสี่ยงจากปัจจัยส่งออกที่ขยายตัวได้ไม่ได้ตามเป้า และการเบิกจ่ายภาครัฐที่มีความล่าช้า
สรุปว่านอกจากความเสี่ยงที่อาจเกิดอาการช็อกจากวิกฤติในรัสเซีย ยังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก จนอาจทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีความผันผวนมากขึ้น โดยที่ภาคเอกชนก็ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับปัจจัยเสี่ยงต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงถึง 83%ของจีดีพี ทำให้การบริโภคฟื้นตัวได้ช้า รวมถึงครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้น้อยแต่มีภาระหนี้สูงจะสามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการบริหารรายได้รายจ่าย และมีวินัยทางการเงินที่ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ในทิศทางที่เกิดการพัฒนาประเทศได้ในระยะยาว






