วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูปการเลือกตั้งให้เสียงประชาชนมีความหมายมากขึ้น

เปลี่ยนแปลงจำนวนและวิธีนับ ส.ส. แบบแบ่งเขต และ ส.ส.แบบสัดส่วน

การเลือกส.ส.แบบสัดส่วน ที่เน้นนโยบายพรรค ต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าเสียงทุกเสียงมีความหมาย แม้แต่พรรคเล็ก ก็มีสิทธิได้ส.ส. ถ้าเขาได้เสียงคนทั้งประเทศ และพรรคที่ได้คะแนนแบบสัดส่วนสูงสุด หัวหน้าพรรคมีสิทธิเป็นนายกฯจัดตั้งรัฐบาล ก็เกือบจะคล้ายกับเลือกนายกฯ แต่ลงคะแนนแบบเดียวได้ทั้ง 2 อย่าง

ส่วนส.ส.แบบแบ่งเขต ก็ควรจะมีเท่ากัน กับส.ส.แบบสัดส่วน แต่วิธีนับคะแนนสัดส่วนต้องนับจากจำนวนส.ส.ทั้งหมด เช่น มีส.ส.ทั้งหมด 350 คน ก็คิดว่าพรรคไหนได้คะแนนแบบสัดส่วนทั้งประเทศเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ควรจะได้ส.ส.เท่าไหร่ เช่น พรรค ก. ได้ 40 เปอร์เซ็นต์ ก็ควรจะได้ส.ส. 140 คน หมายถึงทั้งหมด ดังนั้น จึงต้องเอาจำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตที่พรรค ก. ชนะมาทั้งประเทศ ลบออกก่อน สมมุติว่าพรรค ก. ได้ส.ส.แบบแบ่งเขตแล้ว 80 คน ก็จะได้ส.ส.ตามบัญชีรายชื่ออีก 60 คน

วิธีนี้คือการนับแบบในเยอรมันและประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นธรรมกว่าวิธีนับแยกกัน แบบที่ไทยเคยทำมา ทำให้พรรคใหญ่ได้เปรียบ ได้ส.ส.คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ส.ส. ต่อ ส.ส.ทั้งประเทศ สูงกว่าเปอร์เซ็นต์คะแนนที่ประชาชนเลือกพรรคนี้ พรรคเล็กๆ ที่เป็นตัวแทนคนงาน เกษตรกร หรือนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ก็มีโอกาสได้ส.ส.

ส.ส.แบบแบ่งเขต ถ้าลดจำนวนทั้งประเทศลงเหลือ 175 คน เขตก็ใหญ่พอสมควร ไม่ถึงกับซื้อเสียงได้ง่าย หรือคิดง่ายๆ จังหวัดเล็กได้ 1 คน จังหวัดใหญ่อยู่ระหว่าง 2 - 3 คนที่สำคัญคือต้องคะแนนเกิน 50% ของผู้ใช้สิทธิ์จึงได้เป็นส.ส. ถ้าคนที่ได้คะแนนสูงสุดในรอบแรกไม่เกิน 50% กกต.ต้องคัดคนที่ได้ที่ 1 และที่ 2 มาให้ประชาชนเลือกรอบ 2 ในสัปดาห์ถัดไป วิธีนี้จะทำให้ประชาชนเลือกรอบคอบขึ้น เป็นการเลือกโดยเสียงส่วนใหญ่อย่างแท้จริง ไม่ใช่ได้คะแนน 30-40% แต่สูงสุดก็ชนะแล้ว การจะซื้อเสียงให้ถึง 50% ทำได้ยากกว่าและมีโอกาสพลาดท่าถูกได้จับได้มากขึ้น ควรกำหนดโทษผู้สมัคร ส.ส.ที่ซื้อเสียงให้รุนแรงยิ่งขึ้น และต้องเป็นผู้ออกเงินชดใช้ค่าจัดการเลือกตั้งใหม่ด้วย

ส.ส.แบบสัดส่วน ให้มี 175 คน ไม่กำหนดว่าพรรคต้องได้ขั้นต่ำ 5% จะส่งเสริมการแข่งขันแบบทีมเวิร์ก และการพัฒนาพรรคการเมืองได้มากขึ้น ประชาชนจะได้เรียนรู้การเลือกเชิงนโยบายหรือผลงานทั้งพรรคมากขึ้น การไม่กำหนดคะแนนรวมขั้นต่ำ 5% แต่ถ้าคะแนนรวมเข้าเกณฑ์ เช่น มีสิทธิ์ได้ส.ส. 1 คน ก็เป็นไปตามนั้น จะเปิดโอกาสให้พรรคเล็กที่เป็นตัวแทนเกษตรกร คนงาน นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นักสังคมนิยม ฯลฯ มีสิทธิได้ ส.ส. 1-2 คน หรือมากกว่านั้นได้ และมีโอกาสจะเติบโตไปได้ กกต. ควรมีงบประมาณอุดหนุนการโฆษณาประชาสัมพันธ์นโยบายพรรคผ่านสื่อต่างๆ อย่างเท่าเทียมกันด้วย

ส.ว.ควรเลือกจากกลุ่มอาชีพ แทนระบบสรรหาและการเลือกตั้งแบบการแบ่งกลุ่มอาชีพ ควรแบ่งตามสถานการณ์เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและลักษณะงานใหญ่ๆ เป็น 5 กลุ่มใหญ่ เพราะถ้าไปแบ่งตามกลุ่มอาชีพย่อยๆ ซึ่งมีหลายร้อยหลายพันอาชีพจะยุ่งยากซับซ้อนมาก และอาชีพที่เด่นดังและมีฐานะทางสังคมสูงจะได้เปรียบ ทั้งๆ ที่มีประชากรทำอาชีพนั้นเป็นสัดส่วนน้อย การกำหนดคุณวุฒิผู้สมัครอาจจะจะกำหนดแค่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และให้มีวัยวุฒิสูงกว่า ส.ส.

การแบ่งกลุ่มอาชีพออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ คือ 1. เกษตรกร 2. พนักงาน ลูกจ้าง รวมทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ เพราะเป็นพวกทำงานกินเงินเดือนเหมือนกัน 3.ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย เช่น ช่าง คนรับจ้างทำงานทั่วไป พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ศิลปิน นักแสดง ฯลฯ 4. เจ้าของกิจการ ผู้บริหารจัดการ นักวิชาการ/นักวิชาชีพ 5. ประชาชนที่ไม่อยู่ใน 4 กลุ่มแรกและมีลักษณะพิเศษบางอย่าง เช่น นักศึกษา แม่บ้าน ผู้เกษียณอายุ คนว่างงาน ชนชั้นกลุ่มน้อย ผู้พิการ ฯลฯ รวมทั้งควรมีโควตาพิเศษให้คนกลุ่มน้อย เช่นชาวเขา ชาวมุลสิมฯลฯ

ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้เลือกลงทะเบียนว่าตนอยู่ในกลุ่มไหนใน 5 กลุ่มนี้ เพราะบางคนอาจมีหลายสถานภาพ และให้คนสมัครเลือกตั้งและลงคะแนนเลือกตั้งผู้แทนประเภทนี้ตามกลุ่มอาชีพ แบบเป็นพวง เช่น ถ้าคิดทั้งประเทศได้กลุ่มอาชีพละ 50 คนก็กาได้ 50 ชื่อ (กรณี มีส.ว. 200 คน แบ่งเป็นกลุ่มละ 50 คน) หรืออาจจะใช้ภูมิภาคเป็นเขตเลือกตั้งก็ได้ เช่น ถ้าแบ่งเป็น 5 ภาค ก็จะเลือกได้ภาคละ 10 คนในแต่ละกลุ่มอาชีพ

เพื่อส่งเสริมผู้หญิงให้มีโอกาสเป็นผู้แทนเพิ่มขึ้น ควรกำหนดโควตาว่า แต่ละกลุ่มอาชีพต้องมีผู้หญิง 30 เปอร์เซ็นต์ และควรไปกำหนดในการเลือกส.ส.แบบบัญชีรายชื่อว่าทุกพรรคต้องเสนอชื่อผู้หญิงแบบสลับกับผู้ชายในรายชื่อต้นๆ 30 เปอร์เซ็นต์ด้วย

ควรให้นักศึกษา คนงาน พนักงานใช้สิทธิลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งที่สถาบันการศึกษา และที่ทำงานชองตนได้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา เพราะทุกคนมีหมายเลขบัตรประจำตัวที่เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์ตรวจสอบได้อยู่แล้ว การเลือกของคนไทยในต่างประเทศ ก็ควรลงคะแนนทางไปรษณีย์หรืออีเมล์ โดยใช้หมายเลขบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตยืนยันได้ อาจจะให้เลือกเฉพาะแบบบัญชีรายชื่อก็ได้ จะได้ไม่ยุ่งยากนัก คนน่าจะสนใจใช้สิทธิมากขึ้น และลดค่าใช้จ่ายได้

ข้อสำคัญคือต้องปฏิรูป กกต. (โดยเฉพาะกกต.ระดับพื้นที่) ให้มีกำลังคน งบประมาณ ขีดความสามารถที่จะทำหน้าที่ได้อย่างโปร่งใส เป็นธรรมเพิ่มขึ้น รวมทั้งควรมีงบสนับสนุนให้ทุกพรรค และผู้สมัครส.ว.ทุกคนได้ประชาสัมพันธ์นโยบายและแนะนำผู้สมัครได้อย่างทั่วถึง

ควรพัฒนาระบบออกเสียงลงคะแนนแบบใช้เครื่องลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์มาใช้ควบคู่กับการกาและนับจากแผ่นกระดาษ เพื่อจะได้ตรวจสอบการลงคะแนนให้โปร่งใสขึ้น ต่อไปก็จะได้ใช้เรื่องการลงประชามติได้บ่อยขึ้นด้วย

ที่สำคัญอีกเรื่องคือรัฐธรรมนูญควรเขียนให้ประชาชนเข้าชื่อกันถอดถอนส.ส. และขอให้มีการจัดลงประชามติให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ง่ายขึ้น จะได้เป็นการตรวจสอบควบคุมส.ส.ได้เพิ่มขึ้น