วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทำไม "นิรโทษกรรม" จึงกลายเป็นหัวข้อ"ต้องห้าม"

ทำไมคำว่า "นิรโทษกรรม" กลายเป็นคำละเอียดอ่อนและ "ต้องห้าม" ในการถกแถลงหัวข้อการเมืองในสังคมไทย

ไปได้ ทั้งๆ ที่โดยหลักการแล้วการยกเลิกความผิด เพื่อความปรองดองสมานฉันท์ของชาติ เป็นเรื่องปกติที่ทำกันในทุกประเทศ

ที่เป็นเช่นนี้เพราะเคยมีตัวอย่างของการพยายาม "นิรโทษกรรมสุดซอย" ที่มีวาระซ่อนเร้นเพื่อให้ "กรรม" ที่ "นิรโทษ" ไม่ได้กลายเป็น "กรรม" ที่ต้องนิรโทษให้เพื่อเป็นการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง

ในกรณีเช่นนี้คำว่า "นิรโทษกรรม" ก็ถูกใช้ไปในทางที่ผิด แทนที่จะทำให้คนลืมความขัดแย้งในอดีตเพราะความเห็นไม่ตรงกัน กลับกลายยิ่งทำให้มีความแตกแยกแบ่งพวกแบ่งเหล่าหนักขึ้น จนกลายเป็นการประท้วงใหญ่ นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้

เมื่อมีการเสนอ "นิรโทษกรรมกลางซอย" ให้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญรอบนี้จึงกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันร้อนแรง

ไม่ใช่เพราะการนิรโทษกรรมเป็นเรื่องไม่ดี หรือมีความสงสัยในเจตนาของผู้เสนอ แต่กลายเป็นเรื่องที่ต้องถกกันว่าใครควรจะได้นิรโทษกรรมและหากไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ ก็อาจนำไปสู่การเผชิญหน้ารอบใหม่ ย้อนรอยกลับไปสู่ปัญหาเดิม ๆ ของสังคมได้อีก

ความจริง การสร้างความปรองดองแห่งชาติต้องมาพร้อมกับการให้อภัยกันและกัน ในเรื่องที่เกิดจากความเห็นทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน และต่างฝ่ายต่างได้กระทำบางอย่างลงไปด้วยอคติเช่นนั้น เมื่อได้พูดคุยกันเข้าใจแล้ว ก็เลิกแล้วต่อกัน

แต่เป็นการเลิกแล้วต่อกันในความผิดที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องร้ายแรงเช่นเรื่องคอร์รัปชัน, ความรุนแรงที่ไม่เกี่ยวกับความเห็นแตกต่างทางการเมือง เช่นการเผาบ้านเผาเมือง หรือการฆ่าฟันกันอย่างเป็นขบวนการ

กรณีตัวอย่างการนิรโทษกรรมทางการเมือง เช่น การออกมาชุมนุมในเขตหวงห้าม หรือมีการเสียดทานกันระหว่างการเผชิญหน้า หรือการกล่าวปราศรัยกล่าวหากันระหว่างการประท้วง

แต่หากเป็นการกระทำที่จงใจก่ออาชญากรรม หรือการประทุษร้ายเพื่อหวังเอาชีวิตกันก็ย่อมจะต้องดำเนินคดีไปตามกฎหมายบ้านเมือง มิอาจจะประกาศยกเลิกความผิดเช่นนั้นได้ เพราะหาไม่แล้วก็จะกลายเป็นตัวอย่างให้กระทำการผิดกฎหมายเช่นนั้นอีกในอนาคต โดยหวังว่าจะมีการ "นิรโทษกรรม" กันอีกได้

ยิ่งหากเป็นความผิดทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง อาชญากรรมข้ามชาติยิ่งไม่อาจจะพิจารณาเข้าข่าย "นิรโทษกรรม" หรือ "ยกโทษ" หรือ "อภัยโทษ" ได้เลย เพราะนั่นคือความผิดที่ไม่เกี่ยวกับความเชื่อทางการเมือง หรือการแสดงความคิดเห็นอย่างสุจริต เพื่อเสนอทางออกให้ประเทศชาติซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับของคนอีกกลุ่มหนึ่ง

เหตุที่เกิดการแลกเปลี่ยนร้อนแรงอีกรอบหนึ่งว่าด้วย "นิรโทษกรรม" ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่และปฏิรูปสังคมนั้น ไม่ใช่เพราะความไม่เห็นด้วยกับการหาทางยกเลิกความผิดอันเกิดจากการแสดงออกทางการเมือง หากแต่เพราะมีความหวั่นกลัวว่าจะเกิดซ้ำรอย "นิรโทษทะลุซอย" อย่างกรณีการผ่านกฎหมายตอน 4 นาฬิกาในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดทุกถ้อยกระทงความ

เจตนาที่ไม่บริสุทธิ์นั้น ปรากฏให้เห็นเมื่อมีการแก้ไขถ้อยคำในร่างกฎหมาย ในระหว่างการแปรญัตติจนผิดไปจากร่างเดิมอย่างเห็นได้ชัด

ครั้งนี้ การแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่อง "นิรโทษกรรม" ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อน ว่าหลักการสำคัญของการสร้างความปรองดองอย่างแท้จริงนั้น อยู่ตรงไหนกันแน่