ในช่วงปลายปีนี้ คนมักจะมองข้ามพ้นไปถึงปีหน้าว่าจะเป็นอย่างไร โดยอาจมีภาพไปคนละด้าน ขึ้นกับจุดยืนของแต่ละคน
แต่ผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจและเป็นเจ้าของกิจการ รวมถึงบรรดานักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจต่างตั้งความหวังว่า ในปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับในปีนี้ ซึ่งสังคมไทยเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ากุมการบริหารประเทศแทนรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลง จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบทางการเมือง ที่ต่อเนื่องยาวนานมานานหลายปี และผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองมาสุกงอม เมื่อรัฐบาลก่อนหน้านี้ไม่สามารถจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าวกับชาวนา และไม่สามารถจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ได้ ซึ่งไม่นับผลกระทบในเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อมั่นหรือภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนคสช.เข้ามาบริหารประเทศและตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ดังนั้นรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาบริหารประเทศภายใต้ภาวะการณ์ดังกล่าว ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชน แต่ภาวะเศรษฐกิจนั้นต่างยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ไม่สามารถขยายตัวได้มากนัก เนื่องจากปัญหาภายในและเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งกระทบต่อภาคส่งออกอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สำหรับปีหน้า คนต่างคาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาเติบโตได้ดี ทั้งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐและเศรษฐกิจโลกน่าจะขยายตัวดีขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาส่งออกอย่างไทย
อย่างไรก็ตาม การประเมินของบรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ มักจะไม่มีการคำนวณหรือประเมินผลกระทบจากการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากมีการประเมินจากตัวเลขด้านเศรษฐกิจที่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ปัจจัยการเมืองเป็นเรื่องไม่สามารถประเมินได้ และถือว่ายังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างมาก ในระหว่างที่มีการปฏิรูปการเมืองและจะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาใช้แทนรัฐธรรมนูญการปกครองชั่วคราว ซึ่งการเมืองอาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญอีกครั้งในปีหน้า
ปัจจัยการเมืองในปีหน้าอาจจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น เพราะอย่าลืมว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือการออกกฎกติกาทางการเมืองใดก็ตามในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อการปฏิรูปการเมือง ซึ่งหลักการของการปฏิรูปคือต้องมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงในหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น ดังนั้นหากยิ่งมีการปรับเปลี่ยนกฎกติกาทางการเมืองมากเท่าไร ความเสี่ยงทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อด้านอื่นๆของประเทศก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น แม้ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่ารูปแบบการปฏิรูปที่ออกมาจะเป็นอย่างไร
เป็นที่น่าสังเกตว่าการเมืองกับเศรษฐกิจไทยเริ่มแยกไม่ออกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากเดิมที่ก่อนหน้านั้น สถานการณ์การเมืองมักจะส่งผลกระทบเพียงระยะสั้นเท่านั้น อีกทั้งภาคเอกชนส่วนใหญ่ที่พึ่งพาการส่งออกก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่จากภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมา เอกชนเริ่มประสบปัญหาจากภาคส่งออก ทำให้ผลกระทบทางการเมืองปรากฏให้เห็นชัดมากขึ้น ดังนั้น ในปีหน้าจึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของสังคมไทย ไม่เพียงแค่การปฏิรูปการเมืองเท่านั้น แต่รวมถึงทิศทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคต






