การเมืองไทย ไม่ได้มีปัญหาว่าจะใช้ "ระบบรัฐสภา" ให้ ส.ส.เลือกนายกรัฐมนตรี หรือ "ระบบแบ่งแยกอำนาจ"
ให้ประชาชน เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง
สภาพสังคมไทย อาจจะยังไม่เหมาะสมกับการให้ประชาชนเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี
"สมบัติ ธำรงธัญวงศ์" กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่า ระบอบประชาธิปไตยไทย โดยระบบตัวแทนจะเป็นการปกครองที่ดีก็ต่อเมื่อประชาชนเลือก "คนดี" มาเป็นผู้ปกครอง ถ้าประชาชนเลือก "คนซื้อสิทธิ์ ซื้อเสียง" มาเป็นผู้ปกครอง คนเหล่านี้เมื่อใช้เงินไปมาก แสดงว่าเมื่อมีอำนาจก็จะต้องใช้อำนาจทุจริตหาประโยชน์ให้ตนเอง
โจทย์ใหญ่ เวลานี้คือ การซื้อสิทธิ์ขายเสียงจากการเลือกตั้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นที่มาของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันขนานใหญ่ในการเมืองไทยขณะนี้
การให้ประชาชน "เลือกพรรคการเมือง" แทนการ "เลือกนายกรัฐมนตรี" โดยตรง แม้จะกำหนดให้หัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี คล้ายคลึงกันแต่แตกต่างกันที่นายกรัฐมนตรี ต้องอาศัยพรรคเป็นฐานการเมืองไม่ใช่ใช้เฉพาะบารมีส่วนตัวเท่านั้น นอกจากนี้ จะทำให้มั่นใจว่าอย่างน้อยรัฐบาลต้องมีเสียงสนับสนุนในสภาแน่นอน
เมื่อหัวหน้าพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็กำหนดให้นายกรัฐมนตรี มีอำนาจเสนอแต่งตั้งรัฐมนตรี ได้ทั้งคณะ
ห้วงเวลาที่เรากำลังปฏิรูปประเทศ "กรุงเทพโพลล์" สำรวจกลุ่มตัวอย่างพบว่า 34.2% ต้องการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง และ 16.9% ต้องการเลือกพรรคการเมืองให้ทำหน้าที่จัดตั้งรัฐบาล และให้หัวหน้าพรรค ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งรวมกันเท่ากับ 51.1%
ทั้ง 2 กรณีนี้จัดอยู่ในโครงสร้าง "แบ่งแยกอำนาจ" ให้ประชาชนเลือกตั้งฝ่ายบริหารโดยตรง
"นิด้าโพลล์" สำรวจเมื่อเดือนมิถุนายน ปีนี้ พบว่า 77.5% ต้องการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง
"สมบัติ ธำรงธัญวงศ์" บอกว่า กรณีนี้ อาจกำหนดเพิ่มเติมให้พรรคการเมือง ต้องเสนอรายชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ที่สำคัญเพิ่มเติมก็ได้ เพื่อให้เห็นความพร้อมของพรรคที่จะจัดตั้งรัฐบาล
ระบบนี้ประยุกต์มาจากระบบแบ่งแยกอำนาจ ต้องห้ามส.ส.ดำรงตำแหน่งบริหาร ถ้าต้องการให้ผู้เป็นส.ส.มาดำรงตำแหน่งบริหาร ต้องลาออกจากส.ส.หมายความว่า ฝ่ายบริหาร ทำเฉพาะหน้าที่บริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ทำเฉพาะหน้าที่บัญญัติกฎหมาย และตรวจสอบฝ่ายบริหารเป็นหลัก
ทั้งกรุงเทพโพลล์ และนิด้าโพลล์ แสดงให้เห็นว่า ประชาชนเริ่มไว้วางใจส.ส.น้อยลง จึงไม่ประสงค์จะเลือกส.ส.แล้วมอบอำนาจให้ส.ส.เป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี
"คำนูณ สิทธิสมาน" กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่า แนวความคิดให้เลือกตั้งนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี โดยตรงไม่ใช่ของใหม่สำหรับการเมืองไทย
เมื่อกว่า 40 ปีก่อน (2512) นักวิชาการสาขารัฐศาสตร์ พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย เคยเสนอแนวคิดนี้ในงาน 'ประชาธิปไตยกับกระบวนการเมือง' และ 'เสถียรภาพทางการเมืองกับการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง' (2516)
นักวิชาการรัฐศาสตร์ ณรงค์ สินสวัสดิ์ กับ รอส พริสเซีย เสนอแนวคิดนี้ผ่านงานเขียนชื่อ 'อุปสรรคของระบอบประชาธิปไตยไทย' (2517) กระแสนี้มาแรงในช่วงร่างรัฐธรรมนูญ 2517 แต่ไม่สามารถฝ่าด่านแนวต้านที่นำโดย พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ไปได้
ปี 2525 กระมล ทองธรรมชาติ เคยสนับสนุนแนวความคิดนี้
ปีเดียวกันงานวิจัย ของ สมชัย รักวิจิตร เสนอต่อกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ยุค พล.อ.สายหยุด เกิดผล
ทหารที่สนับสนุนแนวความคิดนี้ก็คือ พล.อ.มานะ รัตนโกเศศ (2530)
ปี 2530 นักการเมืองที่เสนอรูปแบบการเลือกคณะรัฐมนตรีโดยตรง คือ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร เสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมต่อพรรคประชาธิปัตย์ ที่สังกัดอยู่ในขณะนั้น
การเมืองระดับชาติยังไม่ตกผลึกเรื่องเลือกตั้งผู้บริหารโดยตรง
การเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น "โดยตรง" เกิดขึ้นในปี 2543 กฎหมายเทศบาลฉบับใหม่ "เทศบาล" ซึ่งเป็นการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปมีอยู่ในทุกจังหวัด ได้เริ่มทดลองใช้ระบบการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรง และมีการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรงจริงเป็นครั้งแรกในปี 2544
ภายหลังมีการแก้ไขกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกหลายฉบับ หลายรูปแบบ ปี 2546 - 2547 ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมดของไทยใช่ระบบการเลือกตั้งบริหารท้องถิ่นโดยตรงทุกรูปแบบ
คงอ้างไม่ได้แล้วว่า คนไทย ไม่พร้อมเลือกตั้งฝ่ายบริหารโดยตรง






