วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สงครามราคาน้ำมันยุคใหม่

เมื่อวันที่ 27พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ที่ผ่านมา ที่ประชุมองค์การประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก หรือ โอเปก (OPEC)

ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ได้มีมติไม่ลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบ และยังคงกำหนดเพดานการผลิตไว้ที่ 30 ล้านบาร์เรลต่อวันเช่นเดิม เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดประมาณร้อยละ 40 ของโลกเอาไว้ ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่น ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส  (WTI) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 65.84 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 69.07 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปิดตลาด ณ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2557 จากที่น้ำมันดิบทั้งสองชนิดเคยมีราคามากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเมื่อช่วงกลางปีนี้ และเป็นราคาที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีเลยทีเดียว โดยมีเป้าหมายหลักคือต้องการชะลอการพัฒนาและผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ถือว่าเป็นสงครามราคาน้ำมันยุคใหม่ที่กลุ่มโอเปกเลือกที่จะทุบราคาน้ำมันอย่างรุนแรง แทนที่จะพยุงราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูงเหมือนแต่ก่อน จริง ๆ แล้วเรื่องการรวมกลุ่มกันกำหนดทิศทางราคาน้ำมัน หรือที่เรียกกันว่า คาร์เทล (cartel) นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีตั้งแต่เริ่มการซื้อขายน้ำมันดิบกันในตลาดโลก เพียงแต่เปลี่ยนผู้เล่นมาเรื่อย ๆ เท่านั้นเอง

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 150 ปีที่แล้ว การสำรวจและผลิตน้ำมันดิบในเชิงพาณิชย์ได้เริ่มต้นกันอย่างแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกา  ต่อมาก็มีนักธุรกิจคนหนึ่งชื่อ จอห์น เดวิดสัน ร็อกกีเฟลเลอร์ ได้ก่อตั้งบริษัท สแตนดาร์ดออยล์ (Standard Oil) ขึ้นมาที่รัฐโอไฮโอ ในปี พ.ศ. 2413 เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันอย่างครบวงจรถือว่าเป็นบริษัทค้าน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวลานั้น จึงนำไปสู่การผูกขาดและกำหนดราคาน้ำมันได้เอง ต่อมาบริษัทสแตนดาร์ดออยล์มีเหตุต้องแยกย่อยเป็นหลายบริษัท ในปี พ.ศ. 2454 ตามคำสั่งศาลฎีกาของสหรัฐฯ เพื่อป้องกันการผูกขาด ซึ่งขณะนี้ยังเหลือบริษัทในเครืออดีตบริษัทสแตนดาร์ดออยล์ที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการน้ำมันโลกคือ เชฟรอน และ เอ็กซอนโมบิล (หลังจากการควบรวมระหว่าง เอ็กซอน และโมบิล)

นอกจาก เอ็กซอน โมบิล และ เชฟรอน แล้ว ต่อมาก็มีผู้เล่นใหม่ ๆ เป็นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่เช่นเดียวกันคือ รอยัลดัชต์เชลล์ บีพี กัลฟ์ออยล์ และเท็กซาโก จนมีผู้ตั้งชื่อให้กลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ทั้งเจ็ดนี้ว่า เซเวนซิสเตอร์ (Seven Sisters) ถือว่าเป็นกลุ่มบริษัทที่มีอิทธิพลต่อวงการค้าน้ำมันในยุคนั้นอย่างมากโดยมีส่วนแบ่งปริมาณสำรองพิสูจน์แล้วถึงร้อยละ 85 ของทั้งโลกในยุคนั้น

อย่างไรก็ตามอิทธิพลของเซเวนซิสเตอร์ก็ลดลง หลังจากก่อตั้งองค์การประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก หรือ โอเปก ในปี พ.ศ. 2503 เป็นการรวมกลุ่มของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมหาศาลรวมกันราว ๆ 80% ของทั้งโลก ปัจจุบันกลุ่มโอเปกมีสมาชิก 12 ประเทศคือ อิหร่าน อิรัก คูเวต ซาอุดิอาระเบีย เวเนซุเอลา กาตาร์ ลิเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แอลจีเรีย ไนจีเรีย เอลกวาดอร์ และ อังโกลา นอกจากนี้มีอดีตสมาชิกคือ กาบอง (ลาออกเมื่อปี พ.ศ. 2538) และ อินโดนีเซีย (ลาออกเมื่อปี พ.ศ. 2552) เพื่อต้องการรักษาผลประโยชน์และสิทธิในทรัพยากรของประเทศตัวเอง โดยรัฐบาลตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติเข้ามาบริหารจัดการทรัพยากรของตัวเองแทนที่บริษัทน้ำมันเอกชนโดยเฉพาะเซเวนซิสเตอร์  ปัจจุบันบริษัทกลุ่มเซเวนซิสเตอร์ที่ยังหลงเหลืออยู่คือ เอ็กซอนโมบิล เชฟรอน บีพี และรอยัลดัชต์เชลล์ ซึ่งแทบไม่มีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาน้ำมันโลกแล้ว

หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็กลายเป็นประเทศในกลุ่มโอเปกที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางราคาน้ำมันโลกมาโดยตลอด เมื่อต้องการราคาน้ำมันดิบเพิ่มก็จะลดกำลังการผลิตให้น้ำมันดิบขาดตลาด เป็นต้น จนมาถึงยุคปัจจุบัน ที่อะไร ๆ ก็ชักไม่แน่นอนเสียแล้ว เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีและค้นพบปริมาณสำรองน้ำมันดิบจากประเทศต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศรัสเซีย สหรัฐอเมริกา และแคนาดา แต่ก่อนซาอุดิอาระเบียผูกขาดความเป็นที่หนึ่งของปริมาณสำรองและการผลิตน้ำมันดิบมาโดยตลอด แต่ระยะหลังก็เริ่มตกอันดับ ซาอุดิอาระเบียมีปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วมากถึง 266,000 ล้านบาร์เรล แต่ก็โดนเวเนซุเอลาแซงไปแล้วด้วยปริมาณ 298,000 ล้านบาร์เรล

และที่สำคัญคือปริมาณการผลิตน้ำมัน (รวม NGLs) ของซาอุดิอาระเบียประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปีนี้ก็เสียแชมป์ให้กับสหรัฐอเมริกาไปแล้ว นอกจากนี้ประเทศญี่ปุ่นที่เป็นลูกค้าคนสำคัญของซาอุดิอาระเบีย ก็เริ่มหันไปนำเข้าน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดานของสหรัฐอเมริกาบางส่วนแล้วด้วย ด้วยเหตุนี้ซาอุดิอาระเบียจึงนำกลุ่มโอเปกออกมาชะลอการผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดานของสหรัฐอเมริกาด้วยการไม่ลดกำลังการผลิตทำให้เกิดอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาด แถมอัตราการเติบโตของอุปสงค์ก็น้อยลงเพราะเศรษฐกิจของจีนและยุโรปไม่เติบโตเท่าที่ควร ปล่อยให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกร่วงลงอย่างหนัก ถึงแม้ว่าจะลดการผลิตลงเพื่อพยุงราคาไว้ ก็ทำให้มีรายได้จากการขายน้ำมันดิบลดลงอยู่ดี กลุ่มโอเปกจึงเลือกที่จะยอมขายราคาถูกลงแต่ขายได้ปริมาณเท่าเดิมอยู่เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดเอาไว้ และเป็นการทดสอบหาต้นทุนที่ทำให้หยุดการผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดานอีกด้วย

การตัดสินใจของกลุ่มโอเปกในครั้งนี้ ไม่กระทบต่อสมาชิกบางประเทศที่ร่ำรวย เช่น ซาอุดิอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฯลฯ แต่จะมีผลกระทบต่อประเทศสมาชิกที่มีเศรษฐกิจไม่ดี ยากจน และพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันเป็นหลัก เช่น เวเนซุเอลา ไนจีเรีย อิหร่าน แอลจีเรีย ฯลฯ พวกเขาจะมีรายได้เข้าประเทศลดลงเป็นจำนวนมากถ้าราคาน้ำมันยังดิ่งลงแบบนี้ อาจจะนำไปสู่ถึงขั้นภาวะล้มละลาย จริง ๆ แล้วประเทศเหล่านี้เสนอให้ประเทศสมาชิกที่ร่ำรวยลดปริมาณการผลิตเพื่อพยุงราคาน้ำมันแต่ก็ถูกปฏิเสธ ดังนั้นสถานการณ์ในตอนนี้จึงเป็นบททดสอบครั้งสำคัญต่อกลุ่มโอเปกว่าจะยังคงรวมกลุ่มกันและรักษาอิทธิพลที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกต่อไปได้หรือไม่ จึงเป็นสงครามราคาน้ำมันยุคใหม่ที่น่าจับตามองว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

สำหรับประเทศไทยนั้น จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกตอนนี้ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกก็ลดลงเช่นกัน ก็ถือว่าเป็นจังหวะที่ดีที่จะบริหารจัดการเรื่องโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศที่ถูกบิดเบือนไปนาน ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามกลไกตลาดและยกเลิกการอุดหนุนราคาพลังงานข้ามประเภทกัน เนื่องจากช่วงนี้ทิศทางของราคาน้ำมันเป็นขาลง ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตกับเงินกองทุนน้ำมันจะมีผลกระทบต่อประชาชนน้อย ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของรัฐบาลที่จะปรับโครงสร้างราคาพลังงาน เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานถูกประเภทอย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทน

-----------------------

สิริวัต วิทูรกิจวานิช

วิศวกรปิโตรเลียม บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)