ได้ทำในสิ่งที่ใช่ ได้อยู่กับสิ่งที่ชอบ และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำมัน
สำหรับคนการเรียนรู้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเป็นสิ่งที่หยุดไม่ได้จริงๆ เมื่อได้มีโอกาสสัมภาษณ์และติดตามชีวิตการเรียนรู้ของวิทยากรที่ต้องมีอาชีพบรรยายให้ความรู้ ตลอดจนให้คำปรึกษาแนะนำแก่องค์กรธุรกิจที่มีความหลากหลายมาก ทำให้ได้มุมมองหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ติดตามอ่านคอลัมน์ เพราะนี่คือชีวิตหลังการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นชีวิตที่ต้องเลือกและเรียนด้วยตนเองเป็นหลัก เพราะไม่มีปริญญาบัตรหรือกระดาษรับรองใดๆมอบให้ นอกจากประสบการณ์ที่มากขึ้นกับผลงานที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่จดจำได้จากคนรู้จัก
วิทยากรที่ปรึกษาท่านนี้เล่าว่า หลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในระดับปริญญาตรี ก็ดำเนินรอยตามเส้นทางกระแสหลักที่เกือบจะทุกคนทำเหมือนกัน คือส่งจดหมายสมัครงานและเข้ารับการสัมภาษณ์ตามที่ได้รับการตอบกลับมา ชีวิตที่ไร้จุดหมายเพียงแค่ทำงานได้เงินเดือนเพื่อให้อยู่รอดได้เท่านั้น นี่คือความรู้สึกซึ่งไม่น่าจะแตกต่างมากนักสำหรับใครหลายคนที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตทำงาน เพราะมองไปที่ประกาศสมัครงานตำแหน่งใดก็ตาม ก็มักจะต้องการคนเกรดดีมีประสบการณ์ทั้งสิ้น ส่วนคนที่ได้รับเกรดนิยมมีวิธีการเดียวคือ อย่าเกี่ยงงานอย่าเลือกมาก ขอให้ได้เข้าไปทำงานก่อน ตำแหน่งไหนก็ได้ ให้ใกล้เคียงกับวุฒิการศึกษาและความสามารถที่ตนมี โดยหวังว่าเวลา 1-2 ปีแรก เก็บเกี่ยวประสบการณ์ เพื่อเป็นแรงผลักไปสู่ตำแหน่งงานที่ใช่ และได้งานที่ชอบในที่สุด
จบสาขาหนึ่งไปทำงานอีกอย่างหนึ่ง หรือไปทำในอุตสาหกรรมที่ไม่ได้คาดหวังไว้แต่ต้น นี่คือสิ่งที่หลายๆคนเจอ วิทยากรที่ปรึกษาท่านนี้ก็บอกว่า “ผมก็เหมือนกับคนอื่นทั่วไปในช่วงแรก แต่ที่สำคัญอย่าอยู่กันมันนาน ต้องค้นหาจุดหมายให้เจอ แล้วไปให้ได้” ในที่สุดการเปลี่ยนงานครั้งแรกก็มาถึง จากอุตสาหกรรมที่ไม่คุ้นเคยและคิดว่าอยู่ไปก็คงไม่โต เพราะไม่ถนัด สู้ไปอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีพื้นฐานความรู้ที่ร่ำเรียนมา น่าจะต่อยอดได้ไกลกว่า และนั่นเองที่ทำให้ตลอดเวลาหลายปีได้แสดงผลงานและสั่งสมประสบการณ์ด้านการบริหารการผลิต และด้วยความที่เป็นคนเรียกง่ายใช้คล่อง พร้อมที่จะเรียนรู้ หรือชอบเสนอตัวเข้าไปของานคนอื่น(แผนกอื่น)ทำอยู่เสมอ ทำให้ได้ความรู้ที่หลากหลายมาก
วิทยากรที่ปรึกษาท่านนี้บอกว่า “ครูที่ดีที่สุดในการทำงานของผม ก็คือหัวหน้างานคนแรก” เล่าให้ฟังว่า ในช่วงที่เข้าไปทำงาน 2 เดือนแรกหลังจบปริญญาตรี (ช่วงทดลองงาน) หัวหน้าได้อธิบายกระบวนการผลิตตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายแบบกว้างๆ ซึ่งมีเกือบ 10 กระบวนการ (Station) จากนั้นส่งให้ไปสังเกตการณ์ หรือไปยืนดูเขาทำงาน จดอะไรได้จด จำอะไรได้จำ ถามอะไรได้ถาม เก็บมาให้หมด แล้วทุกสัปดาห์จะต้องมาเล่าให้ฟังว่าได้อะไรมาบ้าง หัวหน้ามักยิงคำถามเจ็บๆคันๆ เรียกว่าได้แผลกลับมาทุกครั้ง เพราะเก็บมาไม่ครบ ดูมาไม่รอบ ต้องกลับไปซ่อมหาคำตอบด้วยตัวเองใหม่ ผ่านไป 2 เดือนสิ่งที่ได้คือ รายงานการผลิต การทดสอบ การควบคุมคุณภาพสินค้า และอื่นๆหนาเกือบ 100 หน้า ซึ่งเป็นตำราย่อมๆที่ไม่สามารถหาซื้อจากร้านหนังสือใด เพราะเป็นเทคโนโลยีการผลิตจำเพาะสำหรับบริษัทนั้น
อีกสิ่งหนึ่งซึ่งได้รับการปลูกฝังมาตลอดจากการได้ร่วมงานในบริษัทญี่ปุ่นคือ การไม่เพิกเฉยกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้า การต้องเอาชนะต่ออุปสรรคต่างๆ การได้วิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง แทนที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ผ่านๆไปเท่านั้น ติดจนเป็นนิสัยและอยากจะเข้าไปช่วยคนอื่นหน่วยงานอื่น เมื่อเห็นว่ามีปัญหาและไม่อยากให้กลายเป็นปัญหาเรื้อรังจนกลายเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ตัดไฟเสียแต่ต้นลม ป้องกันดีกว่าแก้ไข ความคิดแบบมองไปข้างหน้า และคาดการณ์เหตุการณ์ไว้ก่อน งานประจำวัน (Daily work) ไม่ใช่แค่การทำงานซ้ำตามหน้าที่หรือใบสั่ง (Routine work) เท่านั้น หากแต่ต้องคิดปรับปรุงงานด้วย (Continuous Improvement) สำหรับบางคนอาจจะบอกว่าตื่นตูม แต่ปัจจุบันสิ่งนี้มีความสำคัญมาก อาทิ การบริหารความเสี่ยง ที่จะต้องคาดการณ์เหตุการณ์ไม่คาดฝัน วิเคราะห์โอกาสการเกิด และประเมินผลกระทบ เพื่อหาทางลด เลี่ยง หรือถ่ายโอน และเมื่อคิดในเชิงสร้างสรรค์ก็อาจนำไปสู่นวัตกรรมได้ในที่สุด
สิ่งนี้ได้ปลูกฝังทำให้วิทยากรที่ปรึกษาท่านนี้ซึมซับโดยไม่รู้ตัว และเห็นคุณค่าของความรู้ เมื่อเติบโตขึ้นมาในตำแหน่งที่สูงขึ้น เป็นวิศวกรเป็นหัวหน้างาน เมื่อได้พนักงานใหม่เข้ามาทำงาน ก็จะต้องอบรมให้ความรู้ทั้งภาพใหญ่และภาพย่อย ก่อนที่จะปล่อยตัวพนักงานใหม่ลงสู่สนามจริง สิ่งนี้ปรากฏผลลัพธ์คือลูกน้องของตัวเองทำงานได้ดี และมีมุมมองความคิดที่ไกลกว่าพนักงานในแผนกอื่น ซึ่งเรามักจะเห็นกันโดยทั่วไปที่พนักงานคนไหนทำอยู่ในขั้นตอนใดก็จะรู้อยู่แค่นั้น อาจจะมีทักษะสูงขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น แต่ก็ทำได้เพียงแค่นั้นไม่สามารถทำได้หมดในทุกขั้นตอน เหมือนเย็บได้แต่แขน เย็บได้แต่ปก ทำได้แต่รังดุม แต่ไม่สามารถเย็บเสื้อทั้งตัวได้
จนวันหนึ่งวิทยากรที่ปรึกษาท่านนี้ก็รู้ว่า ทักษะและทัศนคติที่สั่งสมมาและทำอยู่เสมอ ไม่ว่าจะย้ายงานไปทำตำแหน่งไหนหรือทำที่บริษัทใดก็ตาม ก็คือการเห็นคุณค่าของคน และการอยากที่จะพัฒนาคนให้ทำงานได้ดีขึ้น จนค้นพบว่านี่แหละคือสิ่งที่ค้นหาและเป็นจุดหมายหลักชัยในชีวิต อาชีพวิทยากรที่ปรึกษาหรือ Consultant จึงเริ่มเด่นชัดขึ้น
สิ่งที่สรุปได้จากการสนทนากับวิทยากรที่ปรึกษาท่านนี้คือ ถ้าเราได้มีโอกาสนั่งสำรวจตรวจสอบตัวเอง แทนที่จะมองแต่สิ่งรอบกายภายนอกเท่านั้น หรือพยายามจะวิ่งค้นหาอะไรบางอย่าง การได้หยุดมองตัวเอง สิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต สิ่งที่เราทำได้ดีและมีความสุข วันหนึ่งเราอาจจะค้นพบสิ่งที่เราตามหามานาน เมื่อค้นพบจุดมุ่งหมายในใจแล้ว ให้เริ่มวางแผนอย่างเป็นระบบ เติมส่วนที่ขาด นำความสามารถของตัวเองมาใช้ให้สุด และตรวจติดตามการเดินทางของเราไปทุกก้าว เราจะค้นพบว่ามันใกล้ความจริงเข้าไปทุกวัน
ทุกวันนี้วิทยากรที่ปรึกษาท่านนี้ บอกกับผมว่า “โชคดีที่งานที่ทำเงิน กับชีวิตที่ค้นหา มันเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่รู้สึกเหนื่อยเลยที่จะต้องทำงาน เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราออกแบบไว้” คนที่ประสบความสำเร็จหลายคนที่ผมได้มีโอกาสอ่านประวัติของเขา จะมีสิ่งหนึ่งเหมือนกันคือ “ได้ทำในสิ่งที่ใช่ ได้อยู่กับสิ่งที่ชอบ และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำมัน” อยากให้ทุกคนได้ทำงานที่มีคุณค่า มีความสุข และอยู่กับมันอย่างอิ่มเอิบ ค้นหาครับ ค้นหามันให้เจอ และเชื่อว่าปีหน้าฟ้าใหม่ ทุกคนจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน อำลาปีเก่าที่กำลังจะผ่านพ้นไปในเดือนนี้ และขอต้อนรับสิ่งดีๆที่จะเริ่มเข้ามาใหม่ในปีหน้า






