"นิรโทษกรรม" ที่ผุดขึ้นมาให้เป็น "ประเด็น" วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในขณะนี้ มีที่มาจากการที่
คณะอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 10 ที่มี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ได้คิดหาหนทางสร้างความปรองดอง จึงได้ปิ๊งไอเดีย "นิรโทษกรรม" สำหรับผู้กระทำผิดระหว่างการชุมนุมทางการเมืองเริ่มตั้งแต่ปี 2548-ปี 2557 ซึ่งอาจครอบคลุมแกนนำในการเคลื่อนไหวและทหารด้วย แต่อาจยกเว้นกรณีที่ทำให้ประชาชนต้องเสียชีวิต คดีละเมิด และคดีหมิ่นสถาบัน
+++ ล่าสุด เอนก ออกมาบอกว่า เรื่องการนิรโทษกรรมต้องทำให้ได้ เพื่อให้คนในประเทศเกิดความปรองดองกัน ขณะนี้ตนได้เสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปพิจารณาแล้ว และวันที่ 2 ธ.ค.จะเริ่มพูดคุยกับคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ทั้งนี้ต้องให้คนกลางดำเนินการเรื่องการนิรโทษกรรม เพราะหากรัฐบาลดำเนินการก็อาจทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ และไม่ควรพูดคุยกันมาก เพราะจะทำให้วนไปมาอาจทำให้ไม่สำเร็จได้
+++ ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการ "นิรโทษกรรม" ที่ยังไม่เห็นรายละเอียดชัดเจนว่า จะนิรโทษให้กับใครบ้าง "ครึ่งซอย" หรือ "สุดซอย" ต่างออกมาตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจ อาทิ นิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าข้อเสนอครั้งนี้ถือเป็นของเล่นใหม่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่คิดว่าจะนำไปสู่การปรองดองได้ แต่คนไทยกลับเป็นโรคลืมง่าย เพราะเรื่องนี้สถาบันพระปกเกล้าเคยศึกษาแล้ว ซึ่งการนิรโทษกรรมต้องทำตามกระบวนการคือ 1.ต้องค้นหาศึกษาความจริงก่อน 2.เปิดเผยความจริง 3.จัดการความจริง และ 4.นิรโทษกรรม แต่ตอนนี้กลับเอาขั้นตอนสุดท้ายขึ้นมาปฏิบัติก่อน โดยไม่มีการสืบสวนหาความจริง
+++ นิพิฎฐ์ บอกด้วยว่า ขณะนี้ไม่มีประชาชนที่ต้องการนิรโทษกรรมถูกคุมขังอยู่อีกแล้ว เพราะผู้ร่วมชุมนุมที่กระทำความผิดฝ่าฝืนกฎอัยการศึก หรือพ.ร.บ.มั่นคง จะมีโทษไม่เกิน 6 เดือน หากนับตั้งแต่ปี 2553 ก็ไม่มีแล้ว หากมีอยู่ก็จะเหลือเพียงคนที่ทำผิดทางอาญาร้ายแรงคือ การปล้น การฆ่า มีอาวุธร้ายแรง วันนี้สปช.เริ่มต้นซอยเมื่อไม่เห็นใครที่จะนิรโทษกรรมได้ ก็จะเดินไปกลางซอยและเมื่อไม่มีแล้วก็จะเดินต่อไปสุดซอย ที่มีแต่พวกทำความผิดการฆ่า การเผา มีอาวุธร้ายแรง และผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จึงต้องระบุให้ชัดเจนว่าต้องการนิรโทษกรรมให้กับใครบ้าง เพราะคนที่ชุมนุมไม่มีอีกแล้ว
+++ ส่วน พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกสนช.บอกว่า ไม่ควรดำเนินการนิรโทษกรรมแบบครั้งที่แล้วที่เสนอกฎหมายรูปแบบหนึ่งแต่ไปทำอีกรูปแบบหนึ่ง และการเขียนกฎหมายก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่า ผู้ที่จะได้รับนิรโทษกรรมต้องคดีประเภทใดบ้าง และเวลาช่วงไหนถึงช่วงไหนบ้าง เพื่อจำกัดขอบเขตให้ชัดเจนไม่ให้เกิดการตีความและง่ายต่อการตีความของผู้พิพากษาด้วย
+++ วันที่ 2 ธ.ค.นี้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธาน จะพิจารณารายงานและผลการพิจารณาของ คณะอนุกรรมาธิการ ทั้ง 10 คณะ ซึ่งข้อเสนอ "นิรโทษกรรม" จะได้รับ"ไฟเขียว" หรือถูก "ตีกลับ" ต้องคอยดูกัน แต่ดูแนวโน้มแล้วน่าจะถูก "เบรก" เพื่อรอเวลาเสียมากกว่า






