การปฏิบัติราชการในการให้บริการประชาชน เช่น การอนุญาต ให้กระทำการในเรื่องต่างๆ การรับจดทะเบียน เป็นต้น
ได้มีการตรากฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้หน่วยราชการปฏิบัติเป็นกฎหมายกลางตั้งแต่ปี 2539 นั่นคือพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ซึ่งมีสาระสำคัญโดยสรุปคือ หากคำขอมีข้อบกพร่องหรืออ่านไม่เข้าใจ เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องให้คำแนะนำแก้ไขให้ถูกต้อง หากจะปฏิเสธไม่อนุญาตหรือไม่รับจดทะเบียน จะต้องแสดงเหตุผล ทั้งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ในการไม่อนุญาต หรือไม่รับจดทะเบียนและต้องแจ้งสิทธิให้ประชาชนทราบด้วยว่ามีสิทธิอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ประชาชนมีสิทธิอุทธรณ์กรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตได้ โดยผู้มีหน้าที่พิจารณาต้องพิจารณาอุทธรณ์โดยไม่ชักช้า ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันได้รับอุทธรณ์
เมื่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มีผลใช้บังคับ ทำให้การพิจารณาอนุญาตหรือรับจดทะเบียนของเจ้าหน้าที่เป็นไปโดยมีกฎมีเกณฑ์ชัดเจนมากขึ้น ประชาชนสามารถอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตหรือรับจดทะเบียนได้ ทำให้การบริการประชาชนดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการออกใบอนุญาตและการรับจดทะเบียนที่ล่าช้า ซึ่งมีเหตุมาจากปัจจัยหลักสองประการคือ เกิดจากความเฉื่อยชาด้อยความรู้ความสามารถของเจ้าหน้าที่ และเจตนาถ่วงเวลาให้ล่าช้าเพื่อหวังผลประโยชน์
ต่อมาหลังจากการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี 2540-2545 ในปี 2546 ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 ออกใช้บังคับ จุดมุ่งหมายเพื่อให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการตอบสนองการพัฒนาประเทศและให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้บังคับมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งก็ทำให้ส่วนราชการปฏิบัติงานบริการประชาชนทั้งการออกใบอนุญาตและรับจดทะเบียนดีขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการออกใบอนุญาตและการรับจดทะเบียนของส่วนราชการต่างๆ ได้ สาเหตุหลักก็เป็นสาเหตุเดิมๆ คือความเฉื่อยชาล่าช้าและการไร้ความสามารถของเจ้าหน้าที่ แต่เจตนาในการถ่วงเวลาดึงเรื่องให้ล่าช้าขยายวงกว้างขึ้น เพราะเป็นช่องทางในการหาและเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่และนักการเมือง ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อเศรษฐกิจการค้าการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง
หลังจากการยึดอำนาจการปกครองของคมช. ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2557 หัวหน้าคมช. ได้ใช้อำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เสนอร่างพระราชบัญญัติ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา โดยมีเหตุผลโดยสรุปคือ เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตบางฉบับไม่ได้กำหนดระยะเวลาเอกสารและหลักฐานที่จำเป็น รวมถึงขั้นตอนในการพิจารณาไว้ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อประชาชนในการยื่นคำขออนุญาตดำเนินการต่างๆ จึงจะตรากฎหมายฉบับนี้ให้เป็นกฎหมายกลางที่จะกำหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาต รวมทั้งจะมีการจัดตั้งศูนย์บริการร่วมเพื่อรับคำร้องและศูนย์รับคำขออนุญาต ณ จุดเดียว เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนไว้ประชาชน
ต่อมาในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 ที่ประชุมพิจารณาแล้วลงมติสมควรประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไปได้
สาระสำคัญของพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ฉบับนี้ โดยสรุปคือ
๐ ให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา น่าจะมีผลใช้บังคับประมาณ เดือนพฤษภาคม 2558
๐ การอนุญาตตามกฎหมายนี้ หมายความรวมถึงการออกใบอนุญาต การอนุมัติ การจดทะเบียน การขึ้นทะเบียน การรับแจ้ง การให้ประทานบัตร และการให้อาชญาบัตรด้วย
๐ หลังจากพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว ทุกห้าปีให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบกฎหมายเกี่ยวกับการอนุญาตนั้นพิจารณาว่าจะปรับปรุงเพื่อยกเลิกการอนุญาตหรือหามาตรการอื่นแทนการอนุญาตหรือไม่
๐ ส่วนราชการเจ้าของเรื่องต้องจัดทำคู่มือ กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ เอกสารหลักฐานที่ต้องยื่น ระยะเวลาและขั้นตอนในการพิจารณา โดยให้สามารถยื่นทางออนไลน์ด้วยก็ได้
๐ ถ้าการยื่นเอกสารหลักฐานไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน เจ้าหน้าที่ต้องแนะนำให้แก้ไขให้ถูกต้องครบถ้วน ถ้าได้แก้ไขและยื่นเอกสารหลักฐานตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่แล้ว หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะยึกยักเรียกเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมหรืออ้างเหตุไม่อนุญาตโดยอ้างว่าเอกสารหลักฐานไม่ครบถ้วนไม่ได้ มิฉะนั้นจะถูกดำเนินการทางวินัยและดำเนินคดีด้วย
๐ ถ้าการยื่นเอกสารหลักฐานถูกต้องครบถ้วน หรือได้แก้ไขและยื่นเอกสารหลักฐานตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่แล้ว เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอนุญาตให้เสร็จภายในเวลาตามที่กำหนดในคู่มือและแจ้งให้ประชาชนผู้ยื่นคำขอทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่พิจารณาเสร็จ
๐ ถ้าหากเจ้าหน้าที่ดำเนินการพิจารณาเสร็จไม่ทันตามที่กำหนดในคู่มือ ต้องมีหนังสือแจ้งเหตุให้ผู้ยื่นคำขอทราบทุกๆ เจ็ดวัน และสำเนาแจ้ง คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ด้วย
๐ ถ้าหากเจ้าหน้าที่ไม่แจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบไม่ว่ากรณีที่พิจารณาอนุญาตเสร็จแล้วหรือยังพิจารณาไม่เสร็จ จะเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัย
๐ การที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานล่าช้าหรือและเลยไม่ปฏิบัติตามที่กำหนดในกฎหมายนี้ จะมีผลถึงหน่วยราชการต้นสังกัดที่จะถูกพิจารณาว่าขาดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน จะถูกรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบเพื่อให้มีการปรับปรุงหน่วยงานนั้นหรือปรับปรุงระบบการปฏิบัติงานของหน่วยงานนั้นด้วย
๐ ให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานออกใบอนุญาตที่จะต้องกำหนดแนวทางในการตรวจสอบผู้ได้รับใบอนุญาตที่จะต้องประกอบกิจการให้เป็นไปตามกฎหมาย ถ้าการประกอบกิจการของผู้ได้รับอนุญาตก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญต่อประชาชน ไม่ว่าจากการตรวจพบของเจ้าหน้าที่หรือมีประชาชนร้องเรียน เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบและสั่งการตามกฎหมายตามอำนาจหน้าที่โดยเร็ว
๐ หลักการสำคัญที่เป็นขั้นตอนต่อไป คือให้คณะรัฐมนตรีมีมติจัดตั้งศูนย์รับคำขออนุญาต เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับคำขอตามกฎหมายว่าด้วยการอนุญาต ในทำนอง One stop services ขึ้นต่อไป
บทสรุป กฎหมายฉบับนี้ ถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ของ คมช. และ สนช. ในการจัดให้มีเครื่องมือคือกฎหมายที่มีสภาพบังคับได้จริง เพื่อขจัดการปฏิบัติงานที่อืดอาดล่าช้าทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของราชการบางคนบางหน่วย และการขจัดการทุจริตคอร์รัปชันด้วยการถ่วงเรื่องให้ล่าช้าเพื่อหาประโยชน์โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่และข้าราชการการเมืองที่ไม่สุจริตบางคน ที่ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อการประกอบกิจการของประชาชนอันมีผลก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจการค้าการลงทุนของประเทศเป็นส่วนรวม






