การเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการ
ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) โดยมีประเด็นต่างๆมากมาย แต่ในเรื่องที่อ่อนไหวทางการเมืองมากที่สุด คือ การปฏิรูปการเมือง เนื่องจากขณะนี้มีคำถามหรือข้อสงสัยต่อรูปร่างหน้าตาของการปฏิรูปจะออกมาอย่างไร รวมทั้งการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกระบวนการที่เกิดขึ้นในขณะนี้ อีกทั้งเริ่มมีการแสดงออกของความไม่พอใจเกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม
ความเคลื่อนไหวและการวิพากษ์วิจารณ์ ดูเหมือนสร้างความวิตกให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องพอสมควร โดยสนช.และสปช. เตรียมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ โดยสนช.เน้นไปที่การรับฟังความคิดเห็นเรื่องการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคม รวมถึงแนวทางการพัฒนาประเทศ ในขณะที่กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ทางด้านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็เตรียมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเช่นเดียวกัน โดยหวังว่าความเห็นที่ได้จะเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญ
อันที่จริง กระบวนการรับฟังความคิดเห็นนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง เนื่องจากเริ่มมีการเคลื่อนไหวไม่พอใจเกิดขึ้น ซึ่งไม่ว่าความไม่พอใจหรือการต่อต้านนั้นมาจากสาเหตุอะไร แต่ก็ถือว่าการรับฟังความเห็นที่เกิดขึ้นเป็นผลของการเคลื่อนไหวดังกล่าว ในแง่หนึ่งอาจมองในด้านดีว่าเกิดกระบวนการรับฟังความเห็นขึ้นมาแล้ว แสดงให้เห็นว่าผู้ที่เกี่ยวข้องนั้นพร้อมรับฟังความเห็นต่างของประชาชน แต่หากมองอีกด้าน อาจเป็นการลดกระแสการต่อต้านลงไปให้มาเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ถึงที่สุดแล้ว กระบวนการรับฟังความเห็นอาจไม่เกิดประโยชน์มากนัก เพราะกลุ่มคนที่ไม่พอใจก็ยังไม่พอใจอยู่นั่นเอง เนื่องจากไม่พอใจตั้งแต่ที่มาของคนที่เข้ามามีหน้าที่รับผิดชอบ อีกทั้งในบางกรณี ผู้ที่ดำเนินการรับฟังความเห็นเองก็มีลักษณะเลือกปฏิบัติในการคัดเลือกตัวแทนประชาชนที่จะเข้ามาในกระบวนการนี้ ซึ่งถือเป็นความไม่ไว้วางใจตั้งแต่ต้น ดังนั้น ไม่ว่าจะมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นหรือไม่ สิ่งที่ได้มาก็ไม่อาจยอมรับได้
แต่ประเด็นที่สำคัญ คือ สถานะของกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่เกิดขึ้น จะมีผลอะไรในทางปฏิบัติ เพราะอย่างกรณีกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะมีการพิจารณาเอาความเห็นที่ได้มาพิจารณาจริงหรือไม่ ดังนั้น หากผลของการรับฟังความคิดเห็นไม่มีผลในทางปฏิบัติ ก็ไม่มีความหมายใดในการเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนทั่วไป เพราะถึงอย่างไร รัฐธรรมนูญที่จะออกมานั้นก็ขึ้นกับกรรมาธิการยกร่างทั้งหมดอยู่นั่นเอง จึงกลายเป็นว่าเป็นกระบวนการลดเสียงต่อต้านมากกว่าต้องการรับฟังอย่างแท้จริง
เราเห็นว่ากระบวนการในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากเกิดการต่อต้าน ดังนั้นจึงแทบไม่มีผลใดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ในขณะนี้ ซึ่งหากผู้เกี่ยวข้องต้องการดำเนินการก็สามารถทำได้ แต่เราไม่เชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ใดๆ และเราเห็นว่าสิ่งที่ต้องเร่งทำคือการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือ การขับเคลื่อนการแก้ปัญหาของประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าการปฏิรูปในครั้งนี้เป็นอย่างไร การรับฟังความเห็นเพื่อลดกระแสในบางกรณีก็อาจก่อให้เกิดกระแสตามมาก็เป็นได้






