วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบงก์ชาติมั่นใจไทยเครดิตดี

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าววานนี้ (28 พ.ย.) อย่างมั่นใจว่า

ตลอดเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา ในเชิงเศรษฐกิจมหภาคของไทยได้รับการยกย่องจากนักลงทุนทั่วโลกว่า มีสมดุลที่ดี ส่วนความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในวันข้างหน้านั้น ก็มีการดูแลให้เศรษฐกิจไทยมีภูมิคุ้มกันที่ดี สามารถทำได้โดยการรักษาสมดุลในด้านต่างๆ ทั้งนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และในเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมกับดูแลด้านเศรษฐกิจต่างประเทศที่ต้องดูแล ไม่ให้ดุลบัญชีเดินสะพัดมียอดขาดดุลมากเกินไป "เราต้องเฝ้าติดตามและสร้างภูมิคุ้มกันของเราให้ยังเข้มแข็งเอาไว้ ถือเป็นพื้นฐาน ถ้าภูมิคุ้มกันดี อย่างน้อยก็ยังปกป้องตัวเองได้ ต้องไม่ปล่อยให้ภูมิคุ้มกันเราอ่อนแอ เพราะข้างนอกเวลานี้ดูไม่สดใสเท่าไร"

ในขณะที่เศรษฐกิจไทยเดือนต.ค.เริ่มฟื้นในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวพลิกเป็นบวกในรอบปีนี้ ด้านการส่งออกก็สูงเกินคาดเพิ่มขึ้นถึง 3.9% ส่งผลให้ความเสี่ยงติดลบในปีนี้น้อยลงไป ถึงแม้เศรษฐกิจโลกไม่ค่อยสดใสนัก อีกทั้งยังมีสามารถที่เปลี่ยนแปลงในหลายทิศทางอย่างรวดเร็ว จึงต้องเตรียมการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและไม่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ขณะเดียวกัน นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. ชี้ว่า ในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ความเชื่อมั่นที่มีต่อเศรษฐกิจถือว่ามีความสำคัญมาก ดังนั้นจึงควรต้องดูแลเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนต่างชาติ

เมื่อหันไปมองสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ยังคงมีแนวโน้มความเสี่ยงที่ชะลอตัวลง โดยล่าสุดกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วหรือโออีซีดีได้ลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้ ขยายตัวที่ 1.6% และ 1.5% ในปีหน้า โดยที่ยูโรโซนจะเติบโตในระดับเพียง 0.8% ปีนี้ และปีหน้าที่ 1.1% ส่วนญี่ปุ่นก็จะเติบโตแค่ 0.9%ปีนี้ และปีหนี้แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยที่ระดับ 0.8% ยกเว้นสหรัฐที่จะขยายตัวได้ดีข้นที่ระดับ 2.2% ปีนี้ และเพิ่มขึ้นเป็น 3.1% ในปีหน้า ทั้งนี้สถานะทางเศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่น ยังเหวี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับขาลงสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ เพราะแม้แต่นายมาริโอ ดรากี้ ประธานธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปรอบนี้อาจต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงถึง 3 สิ่ง

ความเสี่ยงข้อแรก ก็คือ อัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับถึง 11.9% หรือคิดเป็นจำนวนคนตกงานมากถึง 19 ล้านราย ความเสี่ยงที่สอง การขาดการลงทุนในผลผลิตอุตสาหกรรมเป็นระยะเวลานาน และความเสี่ยงที่สาม ภาคธุรกิจยังไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ดังนั้นสถานการณ์เศรษฐกิจของยุโรปจึงตกอยู่ในสภาวะไม่แตกต่างจากญี่ปุ่นที่ต้องตกอยู่ในภาวะชะลอตัวจนถึงตกต่ำในช่วงเวลาอย่างน้อย 2 ปีนับจากนี้ไป จนกระทั่งผู้นำญี่ปุ่นนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรี ต้องยุบสภาแล้วกำหนดเลือกตั้งในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ เพื่อต่ออายุการบริหารประเทศออกไปอีก 4 ปี แต่นักวิเคราะห์หลายคนกลับไม่เชื่อว่าญี่ปุ่นจะกลับมาฟื้นตัวได้เร็ว เนื่องจากปัญหาของญี่ปุ่นเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง ที่ต้องเร่งปฏิรูปซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายปี เดิมพันของญี่ปุ่นจึงไม่ได้อยู่ที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างไร แต่อยู่ที่ว่าจะยับยั้งค่าเงินเยนที่ร่วงลงที่ 118 เยนต่อดอลลาร์ จนทำให้เงินเฟ้อพุ่งกระฉูดจากเงินเยนที่เสื่อมค่าอย่างรวดเร็วได้อย่างไร เหล่านี้คือความเสี่ยงสูงที่ประเทศเราต้องเตรียมรับมือ